สงสัยไหม? CHARACTER ของเราเป็นแบบไหน

CHARACTER

คุณลักษณะเด่นของแต่ละบุคคลนั้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

INTROVERT 

คนกลุ่มนี้ จะมีลักษณะเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ชอบที่จะอยู่คนเดียวหรืออยู่กับกลุ่มเพื่อนที่สนิทเท่านั้น ชอบการทำงานคนเดียว มักใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นซะส่วนใหญ่ โลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบสังคมคนหมู่มาก แต่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะเข้ากับสังคมไม่ได้ เพียงแต่เขาเข้าสังคมไม่เก่ง ในการเข้าสังคมของเขาจะต้องใช้พลังที่สูงกว่ากลุ่มคนประเภท EXTROVERT และ AMBIVERT กลุ่มคนเหล่านี้มักจะใช้เวลากับตัวเองเพื่อเป็นการชาร์ตพลัง คน Introvert จะชอบงานที่เป็นวิชาการ ใช้การคิดวิเคาระห์และได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน

ข้อดี ของคน Introvert เป็นคนที่ละเอียดรอบครอบ กล้าคิดกล้าตัดสินใจ มีความเป็นผู้นำ

ข้อเสีย ของคน Introvert เป็นคนไม่กล้าแสดงออก เมื่อต้องพรีเซ็นงานต่อหน้าคนหมู่มาก เพราะชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า

EXTROVERT

กลุ่มคน EXTROVERT คนกลุ่มนี้ จะมีลักษณะเป็นคนที่ร่าเริง แจ่มใส กล้าแสดงออก กล้าได้กล้าเสีย และชอบสิ่งที่ท้าทาย มักไม่ยึดติดกับปัญหาที่เข้ามา ชอบการเข้าสังคม และจะมีความสุขที่ได้เป็นจุดสนใจของคนหมู่มาก ชอบที่จะพูดคุยกับคนผู้อื่นอยู่เสมอ และเขามักจะใช้เวลาไปกับการเข้าสังคม ใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ เพราะได้เข้าสังคม หรือได้ปาร์ตี้กับเพื่อนนั้น จัดว่าเป็นความสุข รวมถึงเป็นการชาร์ตพลังของการใช้ชีวิต คน Extrovert ค่อนข้างชอบทำงานแบบทีม ไม่ชอบทำงานเดียว เพราะไม่เก่งด้านวิชาการที่ต้องคิดวิเคราะห์ และไม่กล้าตัดสินใจในสิ่งต่างๆ

ข้อดี ของคน Extrovert โดดเด่นเรื่องการกล้าแสดงออก กล้าได้กล้าเสีย ชอบความท้าทาย

ข้อเสีย ของคน Extrovert ค่อนข้างไม่ชอบงานวิชาการ ไม่กล้าตัดสินใจ

AMBIVERT

กลุ่มคน AMBIVERT จัดว่าเป็นการผสมผสานระหว่าง กลุ่มคน INTROVERT และ EXTROVERT หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นคน 2 Character เพราะเป็นคนปรับตัวเก่งได้กับทุกสถานการณ์ ในเรื่องของการเข้าสังคมคนกลุ่มนี้ก็สามารถปรับตัวได้ดี เป็นผู้ฟังที่ดี และเป็นที่ปรึกษาได้ดี แต่ในบางมุมคนกลุ่มนี้ก็จะชอบใช้เวลาอยู่กับตนเองแล้วแต่สถานการณ์ในช่วงเวลานั้นๆ คน Ambivert ค่อนข้างมีความสมบูรณ์แบบที่ลงตัวระหว่าง Introvert และ Extrovert ที่สามารถทำงานได้ทั้งงานวิชาการและงานที่ต้องใช้ความสามารถในการกล้าแสดงออก คนกลุ่มนี้สามารถทำได้ออกมาดีทั้ง 2 ด้าน
ข้อดีของคน Ambivert มีความสมบูรณ์แบบที่ลงตัวระหว่าง Introvert และ Extrovert คนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่หาพบได้ยากที่จะทำได้ออกมาดีทั้ง 2 ด้าน

D I S C คืออะไร ?

WHAT’S D I S C

DISC MODEL ถือว่าเป็นศาสตร์แห่งการศึกษาด้านพฤติกรรมของมนุษย์โดยถูกเริ่มทำการศึกษาโดยนักจิตวิทยาอย่าง ดร.วิลเลียม มาสร์ตัน DISC จึงถูกจำแนกออกเป็นชุดพฤติกรรมถึง 4 รูปแบบโดยที่ D = (Dominance), I = (Influence), S = (Steadiness) และ C =(Compliance) ศาสตร์ทางจิตวิทยาอย่าง DISC ถือเป็นศาสตร์ในการใช้วัดหรือทำความเข้าใจในตัวของบุคคล
ในแต่ละบุคคลเพื่อทำการวัดและสังเกตพฤติกรรมการทำงานของพวกเขาเหล่านั้นและถือเป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงผู้คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นทางด้านพฤติกรรม ด้านบุคลิกภาพ และนิสัยใจคอ
ในการศึกษาทางด้าน DISC ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาในหลายๆองค์กรที่จะนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน และรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละบุคคลเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือที่จะทำให้หัวหน้าทำงานร่วมกับลูกน้องที่มีความหลากหลายทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกันของไปของแต่ละคน แต่ในบางบุคคลก็มีส่วนผสมในตัวของชุดพฤติกรรมที่ปะปนกันไปตามลักษณะนิสัยทางด้านอารมณ์ ความคิด และทัศนคติ โดยทั้ง 4 รูปแบบมีจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละลักษณะที่แตกต่างกันออกไปไม่มีหลักเกณฑ์ใดที่สามารถบ่งบอกได้ว่ารูปแบบใดมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด  ดังนั้นเราจะมาพูดถึงลักษณะชุดพฤติกรรมหลักๆทั้ง 4 รูปแบบว่าในแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างถึงจุดเด่นอะไรบ้างแล้วถ้านำลักษณะนิสัยของคนทั้ง 4 กลุ่มมาวิเคราะห์จะมีลักษณะนิสัยคล้ายกับสัตว์ชนิดใดบ้าง เรามาลองวิเคราะห์กันดูดีกว่าค่ะ

Dominance

ลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เน้นผลลัพธ์มากกว่าสนใจในขั้นตอน ใจร้อน เป็นคนตรงไปตรงมาไม่ชอบอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ ชื่นชอบความท้าทาย รักในการมีอิสระ คิดเร็วทำเร็วถ้าตัดสินใจที่จะทำอะไรก็จะลงมือทำทันทีมีนิสัยที่ใจร้อนบางครั้งถือเป็นคนพูดขวัญผ่าซากการทำงานของคนกลุ่มนี้ไม่ชอบการถูกบังคับหรือถูกแทรกแซงจากงานที่เขานี้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะเขาจะรู้สึกอึดอัดและหงุดหงิดเวลาที่ถูกบังคับในการทำงาน พวกเขาเหล่านี้จะชอบความท้าทายในงานที่มีการแข่งขันสูงเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนเน้นถึงผลลัพธ์ได้มากกว่า  คนกลุ่มนี้มักจะถูกมองจากคนภายนอกว่าเป็นคนที่อารมณ์ร้อนโกรธง่าย เบื่อง่าย ยึดถือตัวเองเป็นที่ตั้งไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีนิสัยแข็งกร้าว แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาเหล่านี้เพียงแค่คำนึงถึงเป้าหมายที่ตนเองคาดหวังและผลสำเร็จจากการทำงานที่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงลงมือทำเท่านั้นเอง 

” ลักษณะนิสัยของคน Dominance จะมีนิสัยคล้ายกับ “สิงโต” เพราะมีนิสัยที่กล้าหาญ ฉลาด แข็งแกร่งมีความมั่นใจในตัวเองสูง
ไม่หวาดกลัวต่อการเผชิญกับปัญหาที่เข้ามา พวกมันจะใช้ชีวิตไปด้วยความมุ่งมั่นและเร่งรีบ เพราะจะไม่มาทนต่อเรื่องไร้สาระอะไรทั้งสิ้น “

Influence

ลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ช่างพูดช่างเจรจา ชอบการได้พบปะผู้คนหรือเข้าร่วมสังคมใหม่ๆ ไม่เกรงกลัวต่อปัญหา มักเป็นคนที่ชอบเป็นจุดสนใจของคนหมู่มาก มีความเป็นตัวเองสูง พวกเขาจะชอบมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเขาเอง ไม่ชอบอะไรที่เป็นระเบียบหรืออยู่ในกรอบตลอดเวลา เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ไม่ชอบที่จะต้องเจอหรือทำอะไรที่ซ้ำซาก 

…ส่วนสไตล์การทำงานคนกลุ่มถือเป็นคนที่ชอบเน้นการสร้างบรรยากาศในการทำงาน เป็นที่รักของคนอื่นๆ ในทีม รู้จักสนิทสนมกับคนอื่นๆ ได้ง่ายเพราะเป็นคนที่ชอบการเจรจาและชอบกรเข้าสังคม ชอบการทำงานที่มีความแปลกใหม้อยู่ตลอดเวลาชอบงานที่สามารถระดมความคิดใหม่ๆ ได้อย่างไม่น่าเบื่อเพราะพวกเขาเป็นคนที่เบื่อหน่ายอะไรได้ง่ายๆ และพวกเขาไม่ชอบการทำงานประจำ ไม่ชอบงานที่สร้างความจำเจในรูปแบบของการทำงานหรือมีกฎเกณฑ์ที่มากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาเหล่านี้ถูกจำกัดตารางเวลาที่ชัดเจนเขาจะรู้สึกอึดอัด รวมถึงเมื่อไหร่ที่ไม่ถูกมองว่าเป็นจุดสนใจ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถบั่นทอนจิตใจของคนเหล่านี้ได้มากเลยเช่นกัน.

” ลักษณะนิสัยของคน Influence จะมีนิสัยคล้ายกับ “นกยูง” เพราะมีลักษณะนิสัยที่ชื่นชอบการอยู่ในหมู่สังคม ชอบการเป็นที่สนใจของผู้อื่น ต้องการเป็นที่ยอมรับ นกยูงจะเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการช่วยระดมความคิดและ การหาไอเดียใหม่ๆ “

Steadiness

ลักษณะนิสัยของชาว S ต้องยอมรับเลยว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความเป๊ะอยู่ตลอดเวลา เป็นคนมีความเสมอต้นเสมอปลาย รอบคอบ ใจเย็นรักความสงบเป็นที่สุด เป็นกลุ่มคนที่มีความถ่อมตัว ชอบในการเป็นผู้ฟังมากกว่าเป็นผู้ถามแต่คนกลุ่มนี้ก็สามารถพูดหรือตอบคำถามได้อย่างดีเมื่อถูกตั้งคำถาม 
…ส่วนในเรื่องพฤติกรรมการทำงานของคนกลุ่มนี้ พวกเขาจะเป็นคนที่มีกระบวนการในการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ ชอบการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน พวกเขาจะหลีกเลี่ยงในงานที่มีความเสี่ยงหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่บ่อยเพราะเขาไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้จะไม่ชินกับอะไรที่มีการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และจะเป็นคนที่หลบหลีกเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ความขัดแย้งรวมถึงในเรื่องการแข่งขัน.

” ลักษณะนิสัยของคน Steadiness จะมีนิสัยคล้ายกับ “นกพิราบ” เพราะนกพิราบจะมีนิสัยรักความสงบ รักความเป็นเสรีภาพนกพิราบจะมีความใจเย็นประนีประนอมสูง รักความสงบไม่ชอบความขัดแย้งภายในฝูงด้วยลักษณะนิสัยดังกล่าวจึงเปรียบเทียบได้เลยว่ากลุ่มคนชาว S ของเรากับนกพิราบมีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน “

Compliance

สำหรับลักษณะนิสัยของคนกลุ่ม C ต้องยอมรับเลยว่าถือเป็นที่สุดของความเจ้าระเบียบ ความมีหลักการ คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียดรอบคอบ เพราะจะสนใจในรายละเอียดในทุกสิ่งที่พวกเขาสนใจ 

…สำหรับสไตล์การทำงานของคนกลุ่มนี้ต้องยกให้พวกเขาเหล่านี้เป็นชาว Perfectionist คนหนึ่งในองค์กรเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาจะชอบการทำงานที่เป็นระบบระเบียบใส่ใจในรายละเอียดทุกๆ จุด จะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ค่อนข้างชัดเจนและเนี๊ยบ เพราะผลงานทุกชิ้นจะต้องมีความ Perfect และเป็นคนที่เก็บรายละเอียดได้มาก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีนิสัยที่ค่อนข้าง Perfectionist ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาถูกตำหนิในเรื่องงานที่ตนรับผิดชอบหรือการที่ระบบการทำงานไม่เป็นไปตามแผนที่พวกเขาวางไว้ ก็จะทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง ถึงขั้นขาดแรงจูงใจในการทำงานไปเลยทีเดียว.

” ลักษณะนิสัยของคน Compliance จะมีนิสัยคล้ายกับ “นกฮูก” เพราะนกฮูกถือเป็นสัตว์ที่มีความเป็นเจ้าระเบียบสูง เป็นผู้รักษากฎเกณฑ์ มีกิจวัตรค่อนข้างเป็นประจำ มีความละเอียดรอบคอบไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่กะทันหัน มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ดังนั้นจึงเปรียบได้เลยว่านิสัยของนกฮูกและกลุ่มคนชาว C มีลักษณะนิสัยที่คล้ายกัน “

จากบทความดังกล่าวถือเป็นเพียงการวิเคราะห์จากความเข้าใจหลักของทางผู้เขียนเท่านั้น เพราะลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าคน ๆ นี้มีลักษณะนิสัยตรงตามที่ผู้เขียนเข้าใจทั้งหมด ดังนั้นทางผู้เขียนจึงอยากจะนำเสนอข้อมูลตามความเข้าใจและตามมุมมองที่ทางผู้เขียนได้ทำการศึกษา เพื่อที่ทางผู้ที่สนใจอยากจะศึกษาได้นำไปเป็นแนวทางในการปรับใช้กับคนใกล้ตัวหรือองค์กรของตัวท่านเอง.

บทสัมภาษณ์เรื่อง” Generation แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมงานอย่างไรให้มีความสุข”

Generation แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก ร่วมงานอย่างไรให้มีความสุข

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ HR รุ่นใหม่ไฟแรงอีกหนึ่งท่านและถือได้ว่าเป็นด่านหน้าในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงานในองค์กร ถึงมุมมองเรื่อง generation ว่ามุมมองเรื่อง Gen ของเขานั้นเป็นอย่างไร และ Gen สำคัญอย่างไรกับการทำงาน

"ในหัวข้อ generation แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมงานอย่างไรให้มีความสุข"

ยินดีต้อนรับพี่หนิงค่ะ
สวัสดีค่ะพี่หนิงแนะนำด้วยหน่อยค่ะ
พี่หนิง : สวัสดีค่ะชื่อนางสาวสุภัทรา กาญจนสุทา ชื่อเล่นหนิง เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลบริษัทแร็กน่าร์คอร์ปอเรชั่น ค่ะ

อยากให้นิยามคำว่า Gen ในมุมมองของตัวเองหน่อยค่?
พี่หนิง : Gen คือการที่เราได้ศึกษาคุณลักษณะที่แตกต่าง หรือนิสัยการให้คุณค่าของคนแต่ละยุคสมัย โดยตามที่หนิงศึกษามามีทั้งหมด 5 Gen ประกอบด้วย
1.Silent Generationเป็น Gen ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ยุคนี้จะเป็นยุคที่น่าสงสารมากเพราะเกิดสงครามเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพงผู้คนก็จะใช้ชีวิตลำบากมาก ต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำทำงานหนักมาก เพื่อจะได้มีทรัพยากรหรือว่าเงินทอง อาหารการกินที่มาหล่อเลี้ยงครอบครัว และแบบแผนการชีวิตของคนยุคนี้ค่อนข้างเคร่งเครียดกับแบบแผนในชีวิตประจำวัน จารีตประเพณีต่างๆให้ความสำคัญจงรักภักดีต่อเจ้านายต่อประเทศชาติ
2. Generation B ปัจจุบันเป็นช่วงวัยผู้สูงอายุ รุ่นคุณปู่คุณย่า Generation นี้จะเกิดช่วงหลังสงครามโลกสงบ ยังคงใช้ชีวิตลำบากและต้องเร่งผลิตประชากร เพื่อจะมาช่วยฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลก คนในยุคนี้ก็คงเข้าถึงทรัพยากรหรือองค์ความรู้ยังได้ไม่มาก องค์ความรู้หรือทรัพยากรของคน Gen นี้จะไปตกอยู่ที่คนชั้นนำคนชั้นปกครองทำให้คนGenนี้ค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญหรือให้คุณค่ากับบุคคลที่เป็นคนชั้นนำหรือคนชั้นปกครองที่เขาเข้ามาบริการและเป็นผู้นำขององค์กร
3.Generation X จะเป็นช่วงคุณพ่อคุณแม่ของเรายุคนี้ จะอยู่ช่วงอายุ 42ปี-56ปี Generation หลังจากที่เรามีการเพิ่มจำนวนประชากรจากรุ่นที่แล้ว ในยุคนี้ต้องแบกการผลิตประชากรมีการคุมกำเนิดเกิดขึ้น เนื่องจากประชากรมีจำนวนเยอะขึ้นจึงทำให้มีการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้คน Gen นี้จะมีการตั้งคำถามเหมือนกันว่าทำไมฉันจะต้องทำงานหนัก ทำไมฉันต้องอดทน เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จ คนใน Gen นี้เริ่มที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา มีเรื่องของเทคโนโลยี โทรศัพท์ เกมต่างๆ คอมพิวเตอร์เริ่มเกิดขึ้นในยุคนี้
4.Generation Y ก็จะเป็นรุ่นของพวกเราอายุตั้งแต่ 24ปี-41ปี ยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การศึกษาต่างๆมีความทันสมัยพร้อมจะเข้าถึงทุกๆคนแล้ว Gen นี้มีความคาดหวังที่จะประสบความสำเร็จเร็วเมื่อเทียบกับคนรุ่นๆเดียวกัน ชอบความอิสระ ชอบตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตมากมาย ให้คุณค่ากับการที่ได้ทำงานที่ตัวเองรักและไม่ชอบทำงานตามคำสั่ง ชอบการทำงานเป็นทีมที่มีการช่วยกันออกความคิดเห็น ค่อนข้างให้ความสำคัญกับ Work Life Balance มากกว่าการที่ทำงานหนักและพักผ่อนน้อย
5.Generation Z เด็กที่เกิด พ.ศ.2544 เป็นต้นไป เด็กใน Gen นี้เกิดมาพร้อมทุกอย่างที่พร้อมแล้ว เด็กมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย เด็กในยุคนี้จะชอบคิดเร็วทำเร็วไม่ชอบอะไรที่ซับซ้อน ทำให้คนต่างๆ Gen มุมว่าไม่มีความอดทน แต่จริงๆแล้วพวกเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับตัวของตัวเอง การที่ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบเหมือนกัน
จุดเด่น จุดด้อยแต่ละ Gen เป็นอย่างไร?
พี่หนิง : ถ้าจะให้พูดถึงจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละ Gen หนิงขอย้อนไปใน Gen B และ Gen Z พวกเขาจะมีนิสัยที่คล้ายกันคือ มีการทำงานเป็นระเบียบแบบแผน เคร่งกับจารีตประเพณี พอมาเป็นGen X เริ่มมีแนวความคิดที่แปลกใหม่ กรอบความคิดสร้างสรรค์ก็จะมากขึ้น Gen Y ชอบความอิสระ ชอบทำงานเป็นทีม ไม่ชอบทำงานตามคำสั่ง และค่อนข้างให้ความสำคัญกับ Work Life Balance มากๆ ดังนั้นพวกเขาจะอยู่กับองค์กรที่มีความเคร่งเครียดมากๆไม่ได้ ยิ่งคนGen Z ถ้าองค์กรที่มีกฎระเบียบมากๆจะไม่ตรงกับพวกเขากลุ่มนี้เลย เขาชอบอยู่กับองค์กรที่อยู่แล้วท้าทายและพัฒนาอยู่เสมอ
เรื่อง Gen มีผลต่อการคัดเลือกบุคคลมกรเข้าทำงานหรือไม่?
พี่หนิง : ในบางตำแหน่งมีผล ถ้าเป็นระดับผู้จัดการหรือหัวหน้าทีมเราต้องการคนที่มีประสบการณ์ ตัวอย่างเช่นตำแหน่ง HR Manager เราก็ต้องการคนมีประสบการณ์ประเมินหนึ่ง แต่เราเป็นบริษัท Startup เราก็ไม่ต้องการคนที่มีความคิดสมัยเก่ามีความคิดล้าหลังจนเกินไปและที่สำคัญต้องมีGrowth Mindset ที่ดีสามารถทำงานกับคนทุกGenได้แต่ถ้าบางคนอายุยังน้อยแต่มีความรู้เยอะก็มีผลที่จะรับพิจารณาเข้าทำงานเหมือนกัน แต่สำหรับหนิงไม่ได้ตัดสินกันที่ Gen ว่าGenไหนเหมาะกับงานนี้มากกว่ากันแต่มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆที่เราจะเอามาพิจารณาด้วย
ในฐานะที่เราเป็น HR ที่ต้องทำงานกับคนหลากหลาย Gen มีเทคนิคอย่างไรในการทำงานร่วมกัน?
พี่หนิง : หนิงมุมว่าการที่เรามีความเข้าใจพื้นฐานการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆของคนแต่ละ Gen เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พอเรารู้การให้คุณค่าของคนแต่ละ Gen เราจะมีการเปิดใจคุยกับเขามากขึ้นไม่เกิด Bias ในการประสานงานและจะทำให้งานนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น







" หนิงมุมว่าการที่เรามีความเข้าใจพื้นฐานการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆของคนแต่ละ Gen เป็นเรื่องสำคัญมาก พอเรารู้การให้คุณค่าของคนแต่ละ Gen เราจะมีการเปิดใจคุยกับเขามากขึ้นไม่เกิด Bias ในการประสานงานและจะทำให้งานนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น "

Generation แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมงานอย่างไรให้มีความสุข

"หัวข้อ Generation แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมงานอย่างไรให้มีความสุข"

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ HR รุ่นใหม่ไฟแรง ถึงมุมมองเรื่อง generation ว่ามุมมองเรื่อง generation ของเขานั้นเป็นอย่างไร และ generation สำคัญอย่างไรกับการทำงาน
"ในหัวข้อ generation แตกต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมงานอย่างไรให้มีความสุข"
ยินดีต้อนรับน้องอุ๊ค่ะ
สวัสดีค่ะน้องอุ๊แนะนำด้วยหน่อยค่ะ?
น้องอุ๊ : สวัสดีค่ะชื่อนางสาวปนัดดา ศรีเจริญ ชื่อเล่นอุ๊ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลบริษัทแร็กน่าร์คอร์ปอเรชั่น ค่ะ
อยากให้นิยามคำว่า Gen ในมุมมองของตัวเองหน่อยค่ะ?
น้องอุ๊: จากที่ได้ศึกษาเรื่อง Gen ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 4 Gen ถ้าจะให้นิยามเรื่อง Gen ในมุมมองอุ๊ คือ ความแตกต่างระหว่างช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นความคิด วัฒนธรรม ทัศนคติ การดำเนินชีวิตหรือเกิดการณ์ต่างๆ ในแต่ละช่วงอายุพบเจอในแต่ละ Gen ค่ะ
จุดเด่น จุดด้อยแต่ละ Gen เป็นอย่างไร?
น้องอุ๊ : ตามที่ได้ศึกษามาปัจจุบันมีทั้งหมด 4 Gen ประกอบด้วย?
1. Gen B : ปัจจุบันเป็นวัยผู้สูงอายุ ที่อยู่ในช่วงอายุ 57-75 ปีเป็นช่วงยุคหลังสงครามสงบเป็นช่วงที่ต้องฟื้นฟูอะไรหลายๆ อย่างทั้งการศึกษา การดำเนินชีวิต และก็เมือง คนในยุคนี้ค่อนข้างมีความอดทน รู้จักแบ่งปันเพราะค่อนข้างอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ และให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิต ค่อนข้างมากมีการวางแผนชีวิตเป็นเส้นตรงอย่างเดียว เกิดมาเรียน แต่งงาน มีลูก เขาก็จะมีเป็นตามขั้นตอนของเขาไปเรื่อยๆ
2. Gen X : ก็จะเป็นรุ่นน้องลงมาจาก Gen B อยู่ในช่วงอายุ 42-56 ปี ก็จะมีรุ่นพี่อย่าง Gen B ค่อยให้คำปรึกษาลักษณะการใช้ชีวิตก็จะมีลักษณะที่ค่อยๆ แต่จะแตกต่างกันที่ Gen X จะมีเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกม โทรศัพท์ จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคน Gen X แต่ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยการทำงานของคน Gen X จะเหมือนกับคน Gen B คือ อดทน รักองค์กร และใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลาแต่คน Gen นี้จะมีความมั่งคงขึ้นมามีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งสังคมความเป็นอยู่ การเรียน และการทำงาน
3. Gen Y : อันนี้ก็จะเป็น Gen ของอุ๊เอง ช่วงอายุที่ 24-41 ปี คน Gen นี้ก็จะเริ่มมีเทคโนโลยีเข้ามาค่อนข้างที่จะโดดเด่นเลย ไม่ว่าจะเป็น I-phone I-Pad หรืออะไรต่างๆ ที่เรากำลังใช้กันอยู่ตอนนี้จะเข้ามาในช่วงนี้เต็มๆ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ เป็นคนที่รักอิสระ ไม่ชอบถูกบังคับ การทำงานจะมีขั้นมีตอนเขาจะมองเห็นตัวเองเป็นหลักมากกว่า เขาจะเอาจุดสนใจของตนเองเป็นหลัก กรณีที่ไปทำงานในองค์กรที่ไม่ตรงตามที่เขาต้องการพวกเขาจะเปลี่ยนงานทันที เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอองค์กรที่ใช่ และพวกเขาสามารถทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆ กันได้ เช่นอ่านหนังสือ สามารถดูทีวีไปพร้อมกันได้ เล่นเกม ฟังเพลงไปพร้อมกันได้ สำหรับ Gen Y ก็จะประมาณนี้
4. Gen X : น้องใหม่ล่าสุด ช่วงอายุ พ.ศ.2540 เป็นต้นไป ช่วงนี้จะเป็นช่วงวัยมหาลัย บางคนก็กำลังจะจบมหาลัยกำลังจะก้าวสู่วัยทำงาน น้อง Gen นี้ค่อนข้างที่จะโดดเด่น กล้าคิด กล้าทำ กล้าถาม เวลาพวกเขาสงสัยอะไรจะถามทันที เขาจะอยู่กับคำว่า "ทำไม" ทำไมต้องแบบนี้ ทำไมต้องแบบนั้น เขาจะมีคำถามตลอดเวลา ถ้าเขารู้สึกว่าไม่ตรงกับความต้องการ เขาจะมีคำถามในหัวและถามออกไป เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนตลอดเวลาเด็ก Gen นี้จะถูกมองว่าเป็นคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่มีความอดทน เปลี่ยนงานบ่อย เด็ก Gen นี้จะชอบโดนผู้ใหญ่คนรุ่นก่อนๆ มองว่าแบบนี้ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาอาจจะต้องการแค่อะไรที่ตรงจุดกับสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด
Gen สำคัญอย่างไรต้องการทำงานในมุมของตนเอง?
น้องอุ๊ : ในส่วนตัวคิดว่าเรื่อง Gen ทำให้เรารู้ลักษณะพื้นฐานของแต่ละช่วงวัย ยิ่งเราเป็น HR ด้วย เราต้องทำงานร่วมกับหลากหลาย Gen ในองค์กร แล้วแน่นอนว่าในองค์กรแต่ละที่มีหลากหลาย Gen ตั้งแต่ Gen B จนถึง Gen Z และแต่ละ Gen ก็จะมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ถ้าเราได้ศึกษาเรื่อง Gen ก็จะทำให้เรารู้ว่าเราต้องเข้าหาเขาอย่างไร พูดคุยกับเขาอย่างไร เรียนรู้นิสัยของแต่ละวัยเพื่อติดต่อประสานงานได้ง่ายขึ้น รู้ถึงความต้องการของเขา เพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพที่สุด แต่การที่เราศึกษาเรื่อง Gen ทำให้เราเข้าถึงตัวบุคคลนั้นได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้ตัดสินว่าคนที่เกิดใน Gen จะนิสัยแบบนั้นเสมอไป ดังนั้นการเปิดใจในการร่วมงานและรับฟังให้มากขึ้นมันจะทำให้งานนั้นออกมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
" มุมมองเรื่อง Gen สำหรับอุ๊ คือการที่เราศึกษาเรื่อง อุปนิสัยพื้นฐานของแต่ละ Gen มากขึ้น ทำให้เราเข้าถึงตัวบุคคลในGenนั้นได้ดีมากขึ้น แต่ไม่ได้ตัดสินว่าคนที่เกิดใน Gen จะนิสัยแบบนั้นเสมอไป ดังนั้นการเปิดใจในการร่วมงานและรับฟังให้มากขึ้น จทำให้การทำงานร่วมกันได้ผลงานออกมาดีมากยิ่งขึ้น "

CHARACTER กับความต่างระหว่าง GENERATION

CHARACTER กับ GENERATION

” เมื่อพูดถึงเรื่อง Generation แน่นอนว่าในแต่ละ Generation มีความแตกต่างของ Character ที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่แตกต่างกันตามยุคสมัย ทั้งด้านสภาพความเป็นอยู่ ความคิด และทัศนคติ และจากการที่มีการพูดถึงการแบ่งของกลุ่ม Character อย่าง Introvert Extrovert และ Ambivert สำหรับบทความนี้จะมาทำการพูดถึงความแตกต่างของ Character ว่าในแต่ละ Generation จัดว่าเป็นกลุ่มของ Character ประเภทใด “

Gen B หรือ Baby Boomer Generation

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงปี 2489-2507 หรือช่วงอายุราวๆ 57-75 ปี ลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของกลุ่มคนเหล่านี้คือการเป็นคนที่มีความอดทนที่ค่อนข้างสูง ใฝ่หาความรู้ได้ด้วยตนเองเนื่องจากเป็นช่วงที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิต ความรู้ส่วนใหญ่จะมาจากการอ่านหนังสือ อีกมุมคนกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเป็นนักวางแผนที่ดี วางแผนทั้งเรื่องการใช้ชีวิต รวมไปถึงวางแผนการทำงานที่รอบคอบ มีความเป็นผู้นำและที่ปรึกษาที่ดีเลยทีเดียว เนื่องจากมีประสบการณ์และชอบค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอดเวลา
 

” กลุ่มนิสัยของคนกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มคน Introvert ที่มีความเป็นผู้นำ ชอบหาความรู้อยู่ตลอดเวลาและมีความโลกส่วนตัวที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยอายุและความคิด “

 

Generation X

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงปี 2508-2522 หรือช่วงอายุราวๆ 42-56 ปี สำหรับคนกลุ่มนี้จะเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายๆอย่าง ทั้งการใช้ชีวิต ความคิด สังคมต่างๆที่เจอที่มาพร้อมกับการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ชอบอะไรง่ายๆ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างสูงแต่ถึงแม้สังคมการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปแต่ยังมีบางมุมมองที่คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกับคน Gen B ดังนั้นจึงถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างที่จะปรับตัวเก่งตามสถานการณ์ที่พวกเขาพบเจอ

” บุคคลกลุ่มนี้มี Character ที่คล้ายกับกลุ่มคน Ambivert ที่เป็นกลุ่มคนลูกผสมระหว่าง Introvert และ Extrovert ที่บางมุมก็ชื่นชอบการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ชอบหาความรู้อยู่ตลอดเวลา และยังเก่งในเรื่องของการปรับตัวตามสถานการณ์ที่กลุ่มคนกลุ่มนี้พบเจอ “

Generation Y

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงปี 2523-2540 หรือช่วงอายุราวๆ 24-41 ปี สำหรับลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างสูง กล้าคิด กล้าถาม ไม่กลัวต่อสิ่งที่พบเจอในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือแม้แต่การทำงาน คนกลุ่มนี้จะรักอิสระค่อนข้างสูง รักความสะดวกสบายไม่ชอบถูกบังคับ เพราะคนกลุ่มนี้เกิดมาในยุคสมัยที่มีความมั่งคั่ง เพียบพร้อมในเกือบทุกๆเรื่องทั้งทางสังคมการใช้ชีวิต และเทคโนโลยี ที่เพิ่มมากขึ้น และความสะดวกสบายปรับตัวเก่ง คิดนอกกรอบตลอดเวลา ให้ความสำคัญกับตนเองเป็นหลัก

” คนกลุ่มนี้มี Character ที่เข้าข่ายกับกลุ่มนิสัยของคน Extrovert เนื่องจากกลุ่มคน Extrovert เป็นกลุ่มคนที่รักอิสระ เข้าสังคมเก่ง ไม่เกรงกลัวต่อปัญหาที่ตนเองพบเจอ รวมถึงการกล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในตนเองสูง เนื่องจากเป็นช่วงวัย และสังคมที่พบเจอตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น “

Generation Z

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงหลังของปี 2540 เป็น Gen ที่มีกลุ่มคนที่ค่อนข้างเยอะในยุคสังคมปัจจุบันของเรา และเป็นวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยของการทำงานคนกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทันสมัยและมีบทบาทมากในชีวิตโลกปัจจุบัน จึงส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้มีนิสัยที่ค่อนข้างมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รักอิสระ ชอบใช้ชีวิตอิสระที่ค่อนข้างสูง มีความเป็นตัวเองสูง กล้าได้ กล้าเสีย มีการเปิดกว้างในเรื่องต่างๆที่มากขึ้น ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่ตนเองเลือก ให้ความสำคัญกับตนเองและเพื่อนมากกว่าสิ่งอื่นๆ รักสนุก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย

” คนกลุ่มนี้มี Character ที่เข้าข่ายกับกลุ่มนิสัยของคน Extrovert คล้ายกับคน Gen Y ที่เป็นคนที่รักอิสระ เข้าสังคมเก่ง ไม่เกรงกลัวต่อปัญหาที่ตนเองพบเจอ รวมถึงการกล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในตัวเองสูง สาเหตุในการคล้ายกับคน GEN Y เนื่องจากเป็นช่วงวัยและสังคมที่พบเจอตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น “

” จากหลักการวิเคราะห์ในเรื่อง Character ของทางผู้เขียนเป็นส่วนหนึ่งจากการวิเคราะห์ตามความเข้าใจของผู้เขียนเท่านั้น อาจจะไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากลุ่มคนแต่ละ Gen จะมีลักษณะ Character ที่ตรงตามที่เราเข้าใจเพราะลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป จากบทความอาจจะสามารถเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจใน Character ของคนแต่ละ Gen เพื่อง่าย และสะดวกต่อการทำความเข้าใจในลักษณะนิสัยของกลุ่มคนในแต่ละ Gen “

ทำไมคน GEN X ถึงประสบความสำเสร็จและมีนิสัยคล้ายกับคน GEN B

Change or Not

"วิวัฒนาการและทักษะการทำงานที่แปลกใหม่แต่ไม่แปลกแยก"
สำหรับคน GEN X ถือว่าเป็นวัยรุ่นน้องของคน GEN B เลยก็ว่าได้ เนื่องด้วยมีลักษณะและรูปแบบการทำงานรวมถึงการดำเนินชีวิตที่ไม่ต่างอะไรไปจากคนรุ่น GEN B ไปเลยแม้แต่น้อย เพราะจะได้รับอิทธิพลในการทำงานที่เหมือนกันทั้งด้านความคิด ความมุ่งมั่น และความอดทนจึงส่งผลให้คน GEN X เป็นกลุ่มคนที่มีความอดทนที่ค่อนข้างสูง และยังสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้อย่างดีเยี่ยม เพราะไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะเจองานอะไรที่ยากหรือท้าทายจะไม่มีการยอมแพ้ แต่จะทำงานนั้นให้ออกมาสำเร็จและลุล่วงไปได้ด้วยดี
.
.
นอกจากนี้สำหรับคน GEN X ยังเป็นกลุ่มคนที่มีพื้นฐานในเรื่องของการกล้าคิด กล้าทำ และการตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เพราะคนกลุ่มนี้เกิดมาในยุคที่มีการเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง และอยู่ในยุคที่มีความมั่งคั่ง รวมถึงการที่มีเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน ดังนั้นคน GEN นี้จึงจะถูกหล่อหลอมให้มีการใช้ชีวิตในสังคมที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องการเรียนและการทำงาน แต่ลักษณะนิสัยในการทำงานของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ชอบทำอะไรง่ายๆและจะเน้นการทำงานตามหน้าที่ของตอนเองไม่บ้างาน ไม่ทุ่มเทกับงานมากจนเกินไปซึ่งจะแตกต่างจากคน GEN B
และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับคน GEN X คือความซื่อสัตย์ และความตรงไปตรงมา ยึดความถูกต้องเป็นหลัก ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะค่อนข้างเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่เสมอๆ เพื่อนำคำติชมมาพัฒนาในงานของตนเอง และคน GEN X จะมีนิสัยเป็นนักวางแผน มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คน GEN นี้ถึงชอบที่จะทำงานกับบริษัทที่มีความมั่นคงค่อนข้างสูง เพื่อต่อยอดไปยังคุณภาพชีวิตและผลตอบแทนที่เขาจะได้รับ จึงส่งผลให้คนกลุ่มนี้ชอบการแข่งขันในเรื่องงาน แต่คน GEN นี้จะมีลักษณะที่คล้ายๆคน GEN B ในเรื่องการรักองค์กร และไม่เปลี่ยนงานบ่อย
"จึงจะเห็นได้ว่าต่อให้มีอะไรหลายๆที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่วิถีการการทำงาน และแนวคิดยังไม่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าสำหรับคน GEN X ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าคน GEN B"

ทำไม ? คน GEN B ถึงประสบความสำเร็จอย่างมากในชีวิตการทำงาน

                                                                   WHY ? 

LIFE

การดำเนินชีวิต

เนื่องจากคนกลุ่มนี้ จะเกิดในช่วงหลังความสงบของสงครามโลก เป็นช่วงที่ทำการฟื้นฟูในสภาพแวดล้อมต่างๆมากมาย ทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ และการเมือง ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมากมักจะมีการวางแผนในการใช้ชีวิตตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนนั้นคือ การเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูกฯ ถึงจะถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตรวมทั้งจะมีความเคารพนับถือในเรื่องของศาสนาและจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดจนมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคน “อนุรักษ์นิยม

PLAN

การวางแผน

นอกจากคนกลุ่มนี้จะเก่งเรื่องของการวางแผนในการดำเนินชีวิตแล้ว ยังเก่งในเรื่องของการวางแผนในการทำงานอีกด้วย ทั้งความรอบคอบ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนที่ชัดเจน จึงจะเห็นได้ว่าคนกลุ่มนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในเรื่องของการทำงาน เพราะบุคคลเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับความลำบาก จึงมีความอดทนที่สูงในการทำงานจึงจะเห็นว่าการมีงานทำถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับพวกเขา

WORK

การทำงาน

เมื่อพูดถึงรูปแบบการทำงานของคน Gen B แล้วก็จะสามารถรู้ได้เลยว่าคนกลุ่มนี้จะมีความอดทนในการทำงานที่ค่อนข้างสูง มองเห็นว่าการทำงานหนักถือเป็นเรื่องปกติของพวกเขา คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ขยันทำงานดังนั้นจึงเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ค่อนข้างที่จะเยอะ และหลายๆองค์กรก็ยังคงต้องพึ่งพาการทำงานจากคน Gen นี้ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะคนกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนงานบ่อย เพราะค่อนข้างที่จะรักองค์มากในระดับนึง และจะชอบทำงานร่วมกับคนที่เชื่อฟัง และมีสัมมาคาระวะ ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะถนัดงานด้านที่ปรึกษา

SUCCESS

ความสำเร็จ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคน Gen B ถือเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในสังคมการทำงานในยุคปัจจุบันของเรา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ การเป็นเจ้าคนนายคน รวมถึงเป็นนักการเมือง …แน่นอนว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับคน Gen B ต้องยอมรับเลยว่าคนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะมีความรู้ความสามารถและเก่งไม่แพ้คนรุ่นหลังอย่าง Gerenation อื่นๆเลย…

เมื่อคน GEN Y ก้าวเข้าสู่โลก Digital วิถีการใช้ชีวิตและการทำงานจะแปรผันตามมากแค่ไหน?

WORLD

เมื่อพูดถึง Generation ยังมีอีกหนึ่ง Generation ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ GEN Y เราจะมาพูดถึงโลกและวิวัฒนาการของคนกลุ่มนี้ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต วิธีคิดรวมถึงรูปแบบการทำงานของคน GEN Y
และแน่นอนเมื่อพูดถึงคน GEN Y จะต้องนึกถึงเรื่องเทคโนโลยีเพราะกลุ่มคนเหล่านี้เกิดมาในยุคที่เทคโนโลยี มีการพัฒนาที่รวดเร็วและทันสมัย เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว รักความสะดวกสบายรักความอิสระ ไม่ชอบการถูกบังคับ อีกทั้งยังสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน

"สำหรับคน GEN Y คนกลุ่มนี้จะชอบการทำงานที่สนุกไปพร้อมกับเพื่อนๆ พวกเขาเหล่านี้สามารถค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการคำตอบได้เพียงง่ายๆโดยการอาศัยเทคโนโลยีที่พวกเขาถนัด จะมีความคิดที่นอกกรอบ กล้าคิด กล้าถามในสิ่งที่ตนเองสงสัย
และกลุ่มคนเหล่านี้จะให้ความสำคัญกับตนเองเพื่อน และครอบครัวมากที่สุด จึงมักจะถูกมองว่าไม่มีความอดทน มักทำงานอยู่บ้านมากกว่าที่ทำงาน"

WORK

ในเรื่องของการทำงานของคน GEN Y คนกลุ่มนี้จะมีรูปแบบในการทำงานตามที่ตนเองชอบและให้ความสำคัญกับงานที่เขาชอบเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ชอบการถูกบัง ชอบทำงานแบบที่ไม่เคร่งเครียดมากจนเกินไป คนกลุ่มนี้จะกล้าแสดงออกและมีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบตลอดเวลา เพราะพวกเขาจะติดกับคำว่า "ทำไม" ตลอดเวลา แต่เมื่อพวกเขาเจอกับงานที่เขารู้สึกไม่สนใจ พวกเขาเหล่านี้ก็จะปฏิเสธการทำงานนั้นในทันที และจะเป็นกลุ่มคนที่มีอัตราการเปลี่ยนงานที่ค่อนข้างสูง
สำหรับคน GEN Y จะให้ความสำคัญกับตัวเองเพื่อนและครอบครัวมากที่สุด ถ้าเรื่องของการทำงานพวกเขามักจะให้ความสำคัญกับงานที่สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จได้เร็วมากที่สุด เพราะคน GEN นี้กล้าที่จะเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆเพื่อให้ได้ประสบการณ์ทำงานที่เยอะสุด เลยไม่แปลกใจที่คน GEN Y จะมีความสามารถพิเศษที่นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนมา
...สำหรับหลายๆองค์กรไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าต้องการคน GEN Y มาร่วมงานด้วย เพราะคนกลุ่มนี้จะมีความรู้ความสามารถที่แปลกใหม่พร้อมที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมคน GEN Z ถึงติดอยู่กับคำว่า “ทำไม”?

GENERATION Z
GEN Z

..เมื่อโลกของการทำงานได้มีการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นทั้งยุคสมัย ความคิดและเทคโนโลยี และแน่นอนว่าเด็ก Gen Z ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคมการทำงานรวมถึงเป็นแรงขับเคลื่อนของหลายๆองค์กรให้ประสบความสำเร็จ
.
"แน่นอนว่าสังคมการทำงานในโลกปัจจุบันนี้มีหลายๆองค์กรที่มองหาเด็กรุ่นใหม่ๆ เพื่อที่จะเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานให้กับตนเอง"
.
..แต่ด้วยวิถีการทำงานของเด็กรุ่นใหม่จะเป็นการทำงานที่มีการพัฒนาตนเองในทักษะใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เพราะพวกเขาเกิดมาพร้อมกับยุคที่สภาพแวดล้อมของเทคโนโลยีมีความทันสมัยจึงทำให้เด็กกลุ่มนี้มีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากการทำงาน
ดังนั้น จึงทำให้เด็กหลายๆคนมีการเปลี่ยนงานบ่อยขึ้นเพื่อค้นหาความต้องการที่ตรงจุดกับความต้องการของตนเองมากที่สุด..

TRUTH!

..เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ชอบที่จะเปลี่ยนงานยุ่งบ่อยๆแต่พวกเขามีความคิดว่า "ความสำเร็จในยุคนี้มันจะเกิดขึ้นได้จากการที่เรารู้จักเปลี่ยนแปลงและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปยังสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่า"

.....เด็กจะถูกมองจากคนรุ่นเก่าว่า เป็นจำพวก เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่สู้งาน ไม่มีความอดทน เพราะคนรุ่นเก่าจะมองว่างานที่ทำคือความมั่นคงที่เป็นสุดยอดของชีวิต ทั้งที่จริงแล้ว
.
.
ตนเองก็ไม่ได้มีความสุขกับงานที่กำลังทำเลยแต่เพียงแค่ไม่ยอมรับและกลัวการเปลี่ยนแปลง.....

NEED!

*ค่าตอบแทน สาเหตุหลักๆที่เด็ก Gen ใหม่มีการเปลี่ยนงานบ่อยเพราะต้องการได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้นตามยุคสมัยและความสามารถที่เขามี แต่ในหลายๆองค์กรก็ยังไม่ตอบโจทย์กับความต้องการนี้เท่าไหร่จึงส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานร่วมกับองค์กรนั้นได้ในระยะยาว
*สวัสดิการ แน่นอนว่าเมื่อเด็กรุ่นใหม่จะกดสมัครงานกับบริษัทไหนสักแห่ง สิ่งต่อมาที่มองต่อจากค่าตอบแทนคือสวัสดิการที่เขาจะได้รับระหว่างการทำงานรวมถึงการทำงานที่ยืดหยุ่น ถ้าบริษัทมีสวัสดิการที่ดีก็จะสามารถดึงเด็กกลุ่มนี้ให้ทำงานกับบริษัทได้นานๆเพราะคนกลุ่มนี้เลือกที่จะเปลี่ยนงานถ้าสวัสดิการไม่ตรงกับใจ
*อิสระ เด็กกลุ่มนี้จะมีความคิดที่ชอบอิสระในการทำงานการที่ได้ออกความคิดเห็นอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ชอบความท้าทายในงานที่ทำ รวมทั้งชอบค้นหาอะไรใหม่ๆที่เข้ากับตนเองพร้อมโลกยุคใหม่ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว"เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมองว่าความมั่นคงสำคัญน้อยกว่าการได้ใช้ชีวิตอิสระและเต็มที่"
*แรงบันดาลใจ การทำงานของเด็กกลุ่มนี้จะชอบการค้นหาหรือทำงานร่วมกับคนที่สามารถให้แรงบันดาลใจกับพวกเขาได้เพื่อให้ได้ค้นพบกับความต้องการที่ตรงใจที่แท้จริง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในการไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งใจได้

คุณลักษณะ (Character)ที่ดีในการทำงาน

อยากมี Character ที่ดีในที่ทำงานต้องทำอย่างไร ?

เราเชื่อว่าทุกคนอยากจะมี Character ที่ดีในที่ทำงาน แต่ก็ยังสงสัยใช่ไหม ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งทุกคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า Character กันอยู่แล้ว ก่อนที่จะทราบว่าต้องทำอย่างไรนะถึงจะมี Character ที่ดีในที่ทำงาน เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับคำว่า Character กันก่อนค่า ว่าหมายถึงอะไร คำว่า Character หมายถึง คุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ ที่แสดงออกมาให้เราเห็น เช่น รูปร่างหน้าตา ท่าทาง และในมุมมองของ Trust Vision เราได้แบ่ง Character ออกเป็น 2 องค์ประกอบหลักๆ ไว้ดังนี้ค่ะ

1. ลักษณะภายนอก คือ ลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นๆ ที่แสดงออกมาและสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เช่น รูปร่างหน้าตาการแต่งกาย กิริยาท่าทาง การพูดจา เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ เราสามารถตัดสินได้ท้นทีที่เห็น ไม่ต้องใช้เวลาในการสังเกตพฤติกรรม และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย

2. คุณลักษณะภายใน คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจไม่สามารถแสดงออกให้เห็นได้ในทันทีต้องใช้เวลาในการศึกษานิสัยใจคอของบุคคลนั้น ๆ เช่น ความซื้อสัตย์ ความมั่นใจ ความคิด ทัศนคติ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ปรับปรุงแก้ไขได้ยาก และหากเราอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอาจต้องใช้เวลานานในการปรับปรุงแก้ไข

วิธีสร้าง Character ที่ดีในการทำงานสร้างได้อย่างไ

Competency ความสามารถของชุดคุณลักษณะ พฤติกรรม และทักษะที่แสดงให้เห็นได ซึ่งช่วยให้เกิดการสร้าง Character และยังสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของคน เพื่อให้สร้างประสิทธิผลของงานได้อย่างดีเยี่ยม

Role Model หาต้นแบบด้าน Character ที่ดี แล้วยึดเป็นแบบอย่างในเรื่องที่เขายึดถือ เมื่อเราได้ทำตามแบบอย่างต่อเนื่องก็จะกลายเป็นความเคยชินในเรื่องนั้นๆ จนเกิดเป็นนิสัยใหม่ของเราขึ้นมา

Core Values ยึดถือค่านิยมหลักองค์กรแล้วสร้างประสิทธิผลของงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าเราสามารถทำงานให้เกิดประสิทธิภาพได้ดี และยังสอดคล้องกับค่านิยมหลักที่องค์กรของเรายึดถืออีกด้วย

คุณลักษณะที่ดีในการทำงาน

ในมุมมองขอ Trust Vision นั้น เรามองว่าการที่จะทำให้เรามีคุณลักษณะที่ดีในการทำงานได้นั้น เราควรจะมีทั้งคุณลักษณะที่ดีทั้งภายนอก และภายใน โดยภายนอกนั้นเราจะต้องมีรูปลักษณ์ที่ดี เช่นการรักษาความสะอาดของร่างกาย การแต่งกายที่ดูเหมาะสมกับกาลเทศะ รวมไปถึงกิริยาท่าทางการแสดงออก การพูดจาที่ไม่ยกตนข่มท่าน หรือดูถูกผู้อื่น และการมีคุณลักษณะภายในที่ดีก็คือ เราต้องมีจิตใจที่่ดี อารมณ์ดีไม่บ่นตลอดเวลา หรือสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกอึดอัด มีความกล้าหาญในการเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย มีความยุติธรรม เคารพสิทธิ และรับฟังผู้อื่น และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คอยช่วยเหลือ มีความคิด และทัศนคติไปในทางที่ดี

” คุณลักษณะ ” ที่ดีนั้น เราต้องต้องดีทั้งภายนอกและภายใน ต้องเป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วมีความสุข สามารถทำให้ผู้อื่นอยากที่จะร่วมงานด้วย และเป็นแบบอย่างที่ดีที่ยอดเยี่ยมเสมอ.