Skip to content
Future Skill ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

Table of Contents

          ชีวิตในยุคเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อทุกด้านของชีวิตเรา ตั้งแต่การเรียนรู้และการทำงาน ไปจนถึงการสื่อสารและการจัดการเงิน ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ยุคของ AI ที่เป็นยุคที่เทคโนโลยี AI ได้รับการพัฒนามากขึ้นและมีผลต่อชีวิตของคนในทุกด้าน จากการทำงานของระบบปฏิบัติการ การสร้างภาพจำลอง การสร้างหุ่นยนต์ การแก้ไขปัญหาด้วย AI และการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยี AI เป็นต้น

AI คืออะไร?

เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) คือ เทคโนโลยีที่อ้างถึงการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือระบบที่สามารถทำงานเหมือนมนุษย์ หรือมีฟังก์ชันการทำงานที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ได้ เทคโนโลยี AI ประกอบด้วยหลายแนวทาง เช่น

  1. การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) – เป็นเทคนิคในการสร้างโมเดลและการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อให้สามารถแยกแยะและวิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น โดย Deep Learning นั้นมีการเรียนรู้โดยอิงจากข้อมูลจำนวนมากและเรียนรู้ด้วยตนเอง Deep Learning เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้และปรับปรุงตนเองได้ตลอดเวลา ดังนั้นสามารถนำไปใช้กับงานที่มีข้อมูลมากๆ เพื่อให้สามารถสร้างโมเดลที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้
  2. การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) – เป็นสาขาของปัญญาประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับภาษามนุษย์ โดยใช้เทคโนโลยีและอัลกอริทึมที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาษาได้ เช่น การแปลภาษา การสร้างโมเดลสำหรับสนทนา การวิเคราะห์เสียงพูด และการสร้างและประมวลผลข้อมูลจากเอกสารภาษาธรรมชาติ เป็นต้น การประมวลผลภาษาธรรมชาติมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ Siri หรือ Alexa ในการควบคุมอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต การใช้งานโปรแกรมแปลภาษาในการติดต่อกับคนอื่นที่พูดภาษาต่างประเทศ และการใช้โปรแกรมสร้างเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น
  3. หุ่นยนต์และอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) – การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์และอุปกรณ์ IoT ทำให้เครื่องมือเหล่านี้สามารถเรียนรู้และปรับตัวเองให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้นตามเวลา และเป็นไปตามศักย์ภาพการใช้งาน อุปกรณ์ IoT สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น อุปกรณ์เชื่อมต่อบ้าน (Smart Home) ที่ช่วยควบคุมและควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้าน เช่น หลอดไฟ แอร์ และหน้าต่าง รวมถึงอุปกรณ์ในรถยนต์ (Smart Car) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical IoT) เช่น อุปกรณ์ตรวจสุขภาพผู้ป่วยแบบพกพา ฯลฯ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสะดวกสบาย และมีความสะดวกในการใช้งาน
  4. การมองเห็นและประมวลผลภาพ (Computer Vision) – เป็นการให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการตรวจจับและวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ เพื่อที่จะแยกแยะและระบุวัตถุ รูปร่าง สีสัน และคุณสมบัติอื่น ๆ ของภาพ ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยการใช้ระบบประมวลผลภาพที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถรู้จำและสกัดลักษณะต่าง ๆ ของภาพ ได้แก่การตรวจจับวัตถุ การค้นหาวัตถุ การจัดหมวดหมู่ภาพ การตรวจสอบความเหมาะสมของภาพ การตรวจสอบสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในภาพ เป็นต้น

          การเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นทักษะที่สำคัญในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในงานและธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างกว้างขวาง ดังนั้น ทักษะเหล่านี้ควรจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถเข้ากับตลาดแรงก้าวหน้าได้ การตระหนักรู้ภัยคุกคามทางดิจิทัลเป็นทักษะที่สำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นการตระหนักรู้ภัยคุกคามทางดิจิทัลนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

Future Skill ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

AI ยังไม่มีทักษะบางอย่างที่มนุษย์มีอยู่ เนื่องจาก AI ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประมวลผลข้อมูลและการทำงานที่ซับซ้อน แต่ยังขาดทักษะหรือความสามารถต่อไปนี้:

  1. ความคิดสร้างสรรค์: AI ยังไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ หรือแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ AI สามารถทำงานเชิงคำนวณและแยกแยะรูปภาพได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถสร้างงานศิลปะหรืองานที่ต้องใช้การสร้างสรรค์และความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะตอนนี้ AI ยังไม่สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่เหมือนมนุษย์ได้ เนื่องจาก AI ยังขาดความสามารถในการสร้างแนวคิดอย่างมีความสร้างสรรค์และหลากหลายเหมือนมนุษย์ได้ ซึ่งความสามารถในการคิดและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ของมนุษย์เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ การเรียนรู้ และการจินตนาการที่มนุษย์มี ซึ่ง AI ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่เพราะความจำเป็นต้องมีความเข้าใจในมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างแนวคิดอย่างมีความสร้างสรรค์
  2. ความรู้สึกและความเห็นอกเห็น:ในปัจจุบัน AI ยังไม่มีความรู้สึกหรือความเห็นอกเห็นเหมือนมนุษย์ได้ เนื่องจาก AI เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประมวลผลข้อมูลตามโปรแกรมและขั้นตอนการทำงานที่ถูกกำหนดไว้ โดยไม่มีความสามารถในการมีความคิดเห็นหรือความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เช่นเดียวกับมนุษย์ อย่างไรก็ตามในอนาคต AI อาจมีความสามารถในการจำลองความรู้สึกหรือความเห็นอกเห็นของมนุษย์ได้ เพื่อช่วยในการประมวลผลและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
  3. ความสามารถทางกายภาพ: AI ยังไม่มีความสามารถทางกายภาพเช่นการเคลื่อนไหว การรับรู้การสัมผัส หรือการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เพราะ AI ถูกออกแบบเพื่อการประมวลผลข้อมูลและการเรียนรู้จากข้อมูลเท่านั้นและเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือ Server ที่รันโปรแกรมเพื่อประมวลผลข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม AI อาจถูกปรับให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ทำงานทางกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ หรือดรอน ซึ่งอาจช่วยในการประมวลผลและการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกัน AI ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการกระทำอะไรทางกายภาพเช่นการเดิน กระโดด หรือการดำเนินชีวิตเหมือนมนุษย์ ซึ่งจะต้องใช้ร่างกายหรือชิ้นส่วนเคลื่อนที่จริง ๆ ด้วย
  4. การมีความรู้สึกและความเข้าใจทางอารมณ์: AI ยังไม่สามารถมีความรู้สึกและความเข้าใจทางอารมณ์ได้เหมือนกับมนุษย์ เนื่องจากมันยังไม่มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้คนในทุกสถานการณ์เพราะในปัจจุบัน AI ยังไม่สามารถมีความรู้สึกและเข้าใจทางอารมณ์ได้ ดังนั้นการแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์จะยังคงเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก AI ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และใช้ข้อมูลที่ได้รับการเข้ารหัสเท่านั้น ไม่มีความสามารถในการรับรู้และตอบสนองต่ออารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยในด้านนี้ที่กำลังพัฒนาขึ้นอยู่และอาจเป็นที่น่าสนใจในอนาคต
  5. การสื่อสารมนุษย์: การเชื่อมโยงและสื่อสารกับคนอื่นเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำได้อย่างที่มนุษย์ทำได้ เนื่องจากมีปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสื่อสารเพราะ AI ไม่มีความสามารถในการรับรู้หรือแสดงอารมณ์เหมือนมนุษย์ได้เพราะไม่มีความรู้สึกและอารมณ์เหมือนมนุษย์ แต่บาง AI ก็สามารถจำลองการประพฤติกรรมของมนุษย์เมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่างได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแสดงอารมณ์เหมือนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

ความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงในยุค AI

การปรับตัวและความยืดหยุ่นกับ AI เป็นทักษะที่สำคัญในสมัยปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นการมีความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นกับ AI จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพดังนั้นการยอมรับความเปลี่ยนแปลงกับ AI เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้คือ:

  1. การเรียนรู้และปรับตัว: เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวตามการใช้งานของ AI โดยต้องเรียนรู้การใช้งานร่วมกับ AI และต้องปรับตัวตามแนวโน้มของการใช้งาน AI ในอนาคต
  2. การสื่อสารและการทำงานร่วมกับ AI: เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการสื่อสารและการทำงานร่วมกับ AI โดยใช้ภาษาที่เข้าใจได้ทั้งคู่ เพื่อทำงานร่วมกันได้ดี
  3. การเข้าใจและปรับตัวตามข้อมูล: เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวตามข้อมูลที่ได้รับจาก AI และต้องปรับตัวตามแนวโน้มของข้อมูลที่ได้รับ
  4. ตระหนักถึงความจำเป็นของ AI: การตระหนักรู้ถึงความจำเป็นของ AI เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ AI มีความสามารถในการช่วยเราทำงานได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจ การแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ในอินเตอร์เน็ต การพัฒนาระบบการตัดสินใจในการลงทุน และอื่นๆ

ข้อดี ข้อเสียของ AI

AI มีข้อดีหลายอย่างดังนี้

  1. ความแม่นยำ: ระบบ AI สามารถจำแนกและตรวจสอบข้อมูลได้มากขึ้นและให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากกว่ามนุษย์
  2. ความเร็ว: ระบบ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์
  3. การประหยัดเวลาและทรัพยากร: AI สามารถทำงานเป็นอัตโนมัติและประหยัดเวลาและทรัพยากร
  4. การทำงานตลอดเวลา: AI สามารถทำงานตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ต้องหยุดพัก
  5. ความสามารถในการเรียนรู้: ระบบ AI สามารถเรียนรู้และปรับปรุงผลลัพธ์ได้เอง
  6. ลดความเสี่ยง: การใช้ AI สามารถลดความเสี่ยงในการตัดสินใจทางธุรกิจและการบริหารจัดการเพราะสามารถใช้ข้อมูลที่แม่นยำเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ
  7. ประหยัดค่าใช้จ่าย: การใช้ AI สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานและอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน
  8. ความคิดสร้างสรรค์: การใช้ AI สามารถสร้างไอเดียและนวัตกรรมใหม่ๆได้เนื่องจากมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาความสัมพันธ์ของข้อมูลอย่างละเอียด

นอกจากที่ AI จะมีข้อดีมากมายในเรื่องต่างๆ แล้วนั้นก็ย่อมมีเสียในบางเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นหรือพบเจอกันได้ อย่างเช่น

  1. การเสี่ยงความเป็นส่วนตัว: การใช้งาน AI บนข้อมูลส่วนบุคคลสามารถสร้างความเสี่ยงในการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวได้ ซึ่งอาจเกิดเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคล และการใช้งานข้อมูลส่วนตัวอาจเป็นการละเมิดกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัว
  2. การสร้างความไม่เท่าเทียมกัน: AI สามารถสร้างความไม่เท่าเทียมกันได้ เนื่องจากข้อมูลที่ส่งเข้าไปในระบบ AI อาจมีการถูกเลือกและใช้งานในทางที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคคล และอาจเพิ่มความไม่เชื่อถือได้ของการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของบุคคลหรือกลุ่มคนในสังคม
  3. ผลกระทบต่อตำแหน่งงาน: AI อาจเป็นอันตรายต่อตำแหน่งงานบางอย่าง เนื่องจากสามารถทำงานเป็นอัตโนมัติและปรับปรุงประสิทธิภาพงานได้มากขึ้น และสามารถแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้
  4. ความไม่แม่นยำ: อย่างไรก็ตาม ระบบ AI ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำเสมอได้ อาจมีความผิดพลาดในการวิเคราะห์และการตัดสินใจ
  5. การสื่อสารภาษาธรรมชาติ: แม้ว่า AI จะสามารถแปลภาษาได้ แต่ยังไม่สามารถเข้าใจและสื่อสารภาษาธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เช่น การติดต่อสื่อสารในธุรกิจ การแก้ไขปัญหาในการทำงาน และการสื่อสารในการรับบริการลูกค้า

          “…ชีวิตในยุค AI หมายถึงการมีการใช้เทคโนโลยีและความช่วยเหลือจาก AI ในชีวิตประจำวัน โดยที่ AI จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและประสานงานกับมนุษย์ ตั้งแต่การใช้ AI ในการตัดสินใจธุรกิจ การดูแลสุขภาพ การศึกษา การให้บริการทางการเงิน การพัฒนาการเมือง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และอื่นๆ ทั้งนี้ AI จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและการทำงานของมนุษย์ด้วย…”

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

แบ่งปันบทความดีๆ

Facebook
Twitter
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง