พัฒนาองค์กรไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากร

พัฒนาองค์กรไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากร

 “พัฒนาองค์กรไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากร” ต้องปฏิบัติอย่างไร? การบริหารในยุคปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลเป็นอย่างมาก องค์กรที่มีทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพย่อมเป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางด้านธุรกิจ การพัฒนาคนในองค์กร มีความแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบโครงสร้างในการจัดการของแต่ละที่ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการจัดการหรือแม้แต่การทำงานเองก็ตาม สิ่งเหล่านี้เองจึงเป็นจุดเด่นของการทำธุรกิจในปัจจุบันเพราะไม่มีมีรูปแบบการตายตัว เพราะแต่ละองค์กรจะต้องมีการพัฒนาบุคลากรของตนเองอยู่เสมอเพื่อรองรับรองงานที่มีการเปลี่ยนแปลงบางคนต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นหรือว่าสร้างทักษะใหม่ๆในการทำงานด้านอื่นๆด้วยนี่เองคือความสำคัญอย่างมาก

          ในแต่ละบริษัทต้องมีบุคลากรที่ต้องให้คำแนะนำในส่วนต่างๆและมีความชำนาญในส่วนนั้นเพื่อคอยชี้แนะหรือคอยให้ข้อความคิดเห็น ต่อผู้ที่ยังด้อยประสบการณ์หรือต้องการฝึกฝนทักษะด้านอื่นๆ หรืออาจจะใช้วิธีเป็นการพัฒนาบุคลากรเป็นรายบุคคล เป็นต้นว่าคนนี้หากได้รับการเสริมทักษะในเรื่องนี้จะทำให้เขาสามารถทำอะไรได้เพิ่มมากขึ้นหรือเป็นประโยชน์ให้กับองค์กรได้อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้รุกหน้าและเป็นผู้นำในแวดวงธุรกิจต่อไป

อย่างไรก็ตามการพัฒนาบุคลากรนั้นไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่อาจจะมีหลายแนวทางที่ผู้คนนำมาใช้แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แอดจึงอยากนำมาแชร์ต่อลูกเพจ เพื่อเป็นการหาแนวทางพัฒนาที่เหมาะสำหรับคุณและองค์กรของคุณ ดังนี้

แนวทางพัฒนาที่เหมาะสำหรับคุณและองค์กร

1. ทำความเข้าใจเป้าหมายขององค์กร

ก่อนอื่นไม่ว่าเราจะเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ หรือเป็นพนักงานเก่าอยู่แล้วสิ่งสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือทิศทางเป้าหมายขององค์กรว่าคืออะไร เพื่อที่จะได้มุ่งในการพัฒนาพนักงานในแต่ละคนได้อย่างตรงจุด องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับจุดแข็งของพนักงานเพราะสามารถส่งเสริมและนำมาต่อยอดได้ต่อ อย่ามัวแต่เสียเวลากับการหาทางแก้ปัญหาในจุดอ่อนมากจนเกินไป เพราะคนเราไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบในทุกเรื่องเสมอไป ดังนั้นเสริมให้เขาลองทำในสิ่งที่ชอบ หรือสิ่งที่เขานั้นถนัดยิ่งๆขึ้นไป และสิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อองค์กรมากขึ้น

2. สำรวจพนักงานว่าใครต้องพัฒนาในเรื่องใดบ้าง

การเริ่มรับพนักงานใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาในองค์กรเราอาจจะต้องมีการทำแบบสำรวจถึงความสามารถที่ตัวพนักงานมีว่าคนไหนอ่อนด้อยในทักษะทางด้านใดบ้างเพื่อที่จะได้ส่งเสริมหรือเพิ่มทักษะใหม่ๆให้กับพวกเขามากขึ้น หรือใช้วิธีการให้หัวหน้างานสำรวจลูกน้องของตนเองว่าคนไหนควรพัฒนาในเรื่องใดบ้าง จากนั้นจึงมองหาช่องทางที่เขาจะสามารถพัฒนาทักษะหรือความสามารถเหล่านั้นได้ เช่น การจัด Training หรือส่งไปอบรมกับสถาบันฝึกอบรมภายนอกองค์กร เป็นต้น

 

3. มีวางแผนการพัฒนาระยะสั้นและระยะยาวคู่กันไป

ถึงแม้ว่าเราจะตั้งเป้าหมายในระยะยาวเอาไว้ แต่การตั้งเป้าการพัฒนาในระยะสั้น ๆ นั้นเป็นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน เพราะการตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆนั้นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนานั้นค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวตามที่เรากำหนดไว้ได้ทีละขั้น ดังนั้นอย่ามองข้ามการวางแผนระยะสั้นสำหรับปีต่อๆไป ควบคู่ไปกับแผนระยะยาวสำหรับอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย

 

4. กำหนดมาตรฐานการในประเมินความสำเร็จของงาน

การที่เรากำหนดว่าเราจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร การกำหนดเป้าหมายที่ไม่สามารถคาดถึงผลที่ได้ ย่อมเป็นสิ่งที่ยากที่จะใช้ในการจูงใจพนักงานให้เกิดความปรารถนาในการพัฒนา รวมทั้งความสามารถของพวกเขาเอง ดังนั้น ลองตั้งเป้าหมายแล้วต้องดูด้วยว่าจะสามารถไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร โดยอาจมีการประเมินผลในระยะสั้น ๆ เช่น ทุก ๆ 6 เดือน หรือ ทุก ๆ 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป้าหมายของเรายังคง และยังคงเป็นสิ่งที่เรานั้นล้วนปรารถนา

5. ลงมือทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ

เมื่อเราได้ลองตั้งเป้าหมายและได้รู้ถึงเป้าหมายของตนเองแล้วนั้น เราก็จะพบกับความสำเร็จได้ยากหากเรานั้นไม่ลงมือทำ และแผนการที่เราวางไว้อาจจะไม่สำเร็จเลยหากขาดการช่วยเหลือของบุคลากรในองค์กร รวมทั้งยังขาดการติดตามอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นทำการกำหนดลำดับขั้นในการทำงานอย่างชัดเจน เพื่อเป็นตัวช่วยในการเตือนตัวเราเองให้ลงมือทำตามแผนที่วางไว้เพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จ

สิ่งเหล่านี้เอง หากองค์กรได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติหรือความชำนาญเฉพาะทางเข้ามาพัฒนาในองค์กรนั้นๆไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดก็ตาม จะทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น อย่างที่รู้กันว่าธุรกิจในปัจจุบันมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาบริษัทไหนที่ไม่มีความสามารถในการพัฒนาไม่ว่าจะในเรื่องการจัดการหรือแม้แต่เรื่องของคนให้ทันต่อความต้องการของตลาดก็จะไม่มีศักยภาพในการทำงานหรือไม่มีโอกาสในการแข่งขัน

สามารถอ่าน content ที่น่าสนใจได้ที่ เครื่องมือในการพัฒนาบุคลกร ที่นิยมใช้ในองค์กร

ใช้ชีวิตในยุค Covid-19 อย่างไรให้มีสติ

ใช้ชีวิตในยุค Covid-19 อย่างไรให้มีสติ

ใช้ชีวิตในยุค Covid-19 อย่างไรให้มีสติ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด 19 ทำให้ผู้คนเกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก มีการปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สนามบินเงียบเหงา สถานที่ท่องเที่ยวแทบร้างผู้คน หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ จนต้องลดพนักงาน เกิดการเลิกจ้าง หรือปิดตัวเองลง ผู้คนไม่จำเป็นก็ไม่ออกนอกบ้าน ไม่กล้าอยู่ในที่คนพลุกพล่าน และคอยติดตามข่าวสารเพื่ออัปเดตการแพรระบาดของไวรัสตัวนี้

และยิ่งหลายวันที่ผ่านมาได้รับข่าวสารในการที่ประเทศไทยของเราเริ่มก้าวเข้าสู่การรับผลกระทบทางด้านโควิดในระยะที่ 4 อย่างแน่นอน แต่ในการออกมาประกาศในเช่นนี้ก็เพื่อที่จะให้เราได้เตรียมตัวรับมือและหาวิธีป้องกันในการแพร่ระบาด

ก่อนอื่นเรามาดูว่า ต้อง “งด” อะไรบ้างภายใต้การเตือนภัยในระดับที่ 4

  • สถานที่เสี่ยง : ทุกคนงดรับประทานอาหารร่วมกันหรือดื่มสุราในร้าน งดเข้าสถานที่เสี่ยงทุกประเภท
  • การรวมกลุ่มคนจำนวนมาก : ทุกคนเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่นนอกบ้าน งดร่วมกิจกรรมกลุ่ม
  • การเดินทางข้ามพื้นที่/ข้ามจังหวัด : ทุกคนงดโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภท
  • การเดินทางเข้าประเทศ : ทุกคนงดเดินทางไปต่างประเทศ เข้าประเทศต้องกักตัว

ถึงแม้ว่า โควิด19 จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงถึงขั้นที่เป็นแล้วเสียชีวิตทุกคนก็ตาม แต่ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความหวาดระแวงไปทั่ว หลายอย่างชะลอตัว ไปจนถึงขั้นหยุดชะงัก แต่ในทางกลับกันก็กระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อหาหนทางในการอยู่รอดในแบบวิถีของการใช้ชีวิตแบบ New Normal วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) หรือแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่พร้อมกันทั่วโลกในช่วงโควิดระบาด การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะที่พูดคุยหรือในขณะที่อยู่ในสถานที่ที่คนพลุกพล่านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เกิดการตั้งมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการรวมกลุ่ม งดการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ

แล้วเราสามารถปฏิบัติตัวอย่างไรได้บ้าง เมื่อประเทศไทยเข้าสู่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระยะที่ 4?

 วันนี้ทางแอดจะมาแนะนำการปฏิบัติตัวในการป้องกันตนเองของคนไทย หากสถานการณ์โรคโควิด-19 เข้าระยะ ไว้ ข้อง่ายๆ

1. รักษาระยะห่างในการเข้าใกล้ผู้อื่นในระยะ 1-2 เมตร

2. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดที่มีผู้คนเยอะ และแคบอากาศไม่ถ่ายเท

3. สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งหลังออกจากบ้าน หรือในขณะที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น

4. งดรับประทานอาหาร หรือใช้ของร่วมกับผู้อื่น

5. งดการเดินทางข้ามจังหวัด งดเดินทางข้ามประเทศ

6. หลีกเลี่ยงการเอามือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้า ตา และปาก

7. หมั่นล้างมือให้สะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 70% ขึ้นไป

ดังนั้น ขอให้ทุกคนเตรียมรับมือกับมันอย่างมีสติ โรคระบาดทำให้เราหวาดกลัว แต่ก็เป็นอีกหนทางที่ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองมากขึ้น  อย่าท้อแท้ แต่ให้มองหาโอกาสที่เป็นทางเลือกสู่ทางรอดในยามวิกฤตของเราให้เจอค่ะ

สามารถอ่าน content อื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ Step Goal ให้ประสบความสำเร็จด้วย 5 วิธี

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคโควิด19 ได้ที่ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

วิธีเพิ่ม Growth – Mindset ง่ายๆด้วยตนเอง

…ถือได้ว่า Growth Mindset เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับองค์กรในยุคสมัยนี้ องค์กรที่มีพนักงานที่มี Growth Mindset มากจะทำให้องค์กรมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ แต่จริง ๆ แล้ว Growth Mindset คืออะไร วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกันค่ะ…

       Growth Mindset หรือ กรอบแนวความคิด ทัศนคติในเชิงบวก ทัศนคติที่เชื่อในการพัฒนาความรู้ความสามารถผ่านการเรียนรู้และความพยายามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับ Fixed Mindset ที่เชื่อว่าความสามารถหรือความฉลาดนั้นเป็นพรสวรรค์ที่มีจำกัด จึงไม่สามารถพัฒนาต่อได้ ซึ่งต่างกับแนวคิดของ Growth Mindset ที่พร้อมในการเรียนรู้และพัฒนาอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะการทำในสิ่งที่ท้าทาย สนุกกับในทุกปัญญาที่เจอและพร้อมที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดการพัฒนาในตัวเองและต่อองค์กร

         เนื่องจากการสร้าง Growth Mindset เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาตัวเอง เพราะกว่าที่คน ๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ เพราะหนทางนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือสวยงามเสมอไป แต่ต้องเริ่มต้นที่ความเชื่อและทัศนคติแบบ Growth Mindset ซึ่งจะสร้างได้อย่างไรนั้น ตามมาดูกันค่ะ

      1. การทำสิ่งใหม่ๆ

       การลองลงมือทำอะไรที่ท้าทายในตัวเอง หรือลงมือทำสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำเพื่อฝึกฝนศักยภาพของตนเองและช่วยให้ตนเองหลุดออกจากกรอบของการไม่กล้าลงมือทำสิ่งอื่นๆ เพื่อเป็นการพัฒนาในความรู้ความสามารถของตนเองไม่ให้หยุดนิ่ง

      2. จดบันทึก

       พยายามจดบันทึกในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าเป็นในเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่ไม่ดีเพื่อที่จะนำมาทบทวนในสิ่งที่ผิดพลาดเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ติดขัดเพื่อให้เกิดการใช้ชีวิตที่รอบคอบมากยิ่งขึ้น

       3. เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

การไม่หยุดเรียนรู้หรือไม่หยุดการพัฒนาในตนเองถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆสำหรับคน Growth Mindset เพราะสมองของคนเราจะไม่หยุดการพัฒนาจะเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของชีวิต

       4. พูดคุย

แหล่งความรู้ที่ดีอาจจะมาในแบบของคนที่เก่งกว่า การที่เราหมั่นพูดคุยกับคนที่เก่งกว่าก็จะยิ่งทำให้เราได้รับข้อมูลที่ดี เพื่อเรียนรู้ไอเดียใหม่ๆจากคู่สนทนาเพื่อที่จะได้นำแนวทางของความคิด ไอเดียที่ได้จากคู่สนทนามาต่อยอดในการทำงาน เพื่อที่งานจะได้ออกมาดีและประสบความสำเร็จได้

       5. Positive Thinking

การมีความคิดหรือทัศนคติในเชิงบวกหรือการพูดในเชิงบวกเสมอ แม้จะมีวันที่แย่ๆหรือช่วงเวลาที่ไม่เป็นใจเพราะการที่สะกดความคิดให้โฟกัสแต่สิ่งดีๆก็จะเป็นการฝึกจิตให้แข็งแรง สามารถคิดงานหรือสามารถแก้ไขปัญหาที่พบเจอให้ราบรื่นและผ่านไปได้ด้วยดี

       6. เปิดในรับ Feedback

การ Feedback อย่างตรงไปตรงมาสามารถทำให้เราเกิดการพัฒนาตัวเองได้ดี เพราะจะทำให้เรารับรู้ถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือทัศนคติต่อ Feedback ในทางลบ การเปิดใจต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นจะเป็นตัวช่วยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดจากคำติเตียนเหล่านั้น ให้กลายมาเป็นความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปอย่างถูกทิศทาง

การสร้าง Growth Mindset ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นเรื่องของการปลูกฝังและย้ำเตือนการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับตนเอง จัดการกับความล้มเหลวของตนเอง และสร้างโอกาสเพื่อพัฒนาต่อ การสร้าง Growth Mindset ไม่ใช่เฉพาะตนเองเท่านั้น คนรอบข้างเองก็สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวความคิดนี้ไปพร้อม ๆ กันเพื่อสร้างองค์กรแห่ง Growth Mindset

แรงกดดันกระตุ้นการทำงานได้จริงหรือ?

     “ทักษะการทำงานภายใต้แรงกดดัน ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญกับพนักงานทุกๆ ที่จะต้องมี เพราะในทุกองค์กร อาจจะกล่าวได้ว่าพนักงานจะต้องสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้เป็นอย่างดี การทำงานแน่นอนว่าเราทุกๆคนจะต้องพบเจอกับแรงกดดันของงาน เพราะเป็นสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าแม้แต่แรงกดดันจากตัวเองที่สร้างขึ้นจากตนเอง หรือแรงกดดันที่มาจากหัวหน้างานหรือเจ้าของกิจการ 

      หัวหน้าหรือเจ้าของกิจการก็อาจจะมองเพียงแค่ว่าอยากที่จะให้เราทำงานออกมาได้ดี หรือว่าประสบความสำเร็จถึงได้สร้างแรงกดดัน และคาดหวังในงานของลูกน้อง แต่ส่วนในมุมของลูกน้องก็อาจจะมองที่ว่าหัวหน้ากดดันมากจนเกินไปหรือเปล่าจนทำให้เกิดความเครียด

     “ความเครียด” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิต และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน แต่อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีวิธีการจัดการความเครียดของตนเองได้ยังไง และบางครั้งความเครียดก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามากจนเกินไปก็จะทำร้ายตัวของเราเองภัยคุกคามในที่ทำงานที่พบบ่อยมากที่สุดจะมีด้วยกันสองส่วนคือภัยทางด้านความเครียดและภัยทางด้านวิตกกังวล แต่ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุดคือ คนบางคนก็มีความคิดที่ว่างานของพวกเขาเองนั่นแหละที่เป็นภัยต่อตัวเขาและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดต่อตัวเขามากที่สุดกว่าเรื่องอื่นๆใด ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หัวหน้างาน หรือแม้แต่เจ้าของกิจการก็จะต้องมีวิธีรับมือที่พร้อมจะจัดการและคอยสังเกตความเครียดที่เกิดกับพนักงาน และพนักงานจึงจำเป็นที่จะต้องรับรู้ถึงสัญญาณของความเครียดและการวิตกกังวล และอาจจะหาวิธีหรือการดำเนินการเพื่อลดความเครียดจากการทำงาน เช่น การลดแรงกดดันจากพนักงาน

…..แล้วตัวเราก็อาจจะมีคำถามที่เกิดขึ้นมาในหัวที่ว่า แรงกดดันสามารถกระตุ้นการทำงานของเราให้ดีขึ้นจริงหรือ?

วันนี้แอดก็จะมาแนะนำถึงวิธีการรับมือการทำงานภายใต้แรงกดดัน ว่าพนักงานอย่างเราๆจะสามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้ได้ยังไงบ้าง

1. สติและสมาธิ

หัวใจสำคัญในการทำงานที่มีแรงกดดันที่มากคือ การที่เราสามารถควบคุมสติของเราได้นั้นเอง ดังนั้นเราจะต้องฝึกการใช้สติและสมาธิ รวมทั้งฝึกวิธีการควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ว่าจะต้องพบเจอกับสภาวะแรงกดดันในเรื่องใดก็ตาม เพราะสติและสมาธิจะช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมตัวเองภายใต้แรงกดดันได้ดีขึ้นเมื่อต้องทำงานต่อในสภาพที่ร่างกายและจิตใจที่ไม่พร้อมเท่าที่ควร เพราะถ้าหากเราขาดสติก็จะยิ่งส่งผลให้เราไม่สามารถควบคุมตนเองได้และอาจจะสร้างแรงกดดันที่มากขึ้นกว่าเดิม

2. ประสบการณ์

ครูที่ดีที่สุดในชีวิต ก็คงจะเป็นประสบการณ์ที่เราเคยผ่านมา หากเราเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตมาแล้ว นั้นก็แสดงว่าคุณกำลังเติบโตและก้าวหน้าขึ้นได้อีกขั้นแล้ว และหากเราลองนำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาทบทวนถึงวิธีการที่ใช้รับมือและแก้ปัญหาก็จะทำให้คุณรู้ข้อผิดพลาดที่ต้องปรับปรุง และได้เรียนรู้การพัฒนาวิธีรับมือให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

3. เตรียมพร้อมอยู่เสมอ

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับทุกๆปัญหาที่จะเข้ามา คือการที่เราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นในการพร้อมทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการนอนให้พอ หรือกินอะไรที่มีประโยชน์ที่จะส่งผลให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดีและที่สำคัญคือการที่เราไม่ควรมองข้ามคือการ  Work-Life Balance คือ การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อนให้เหมาะสม เพราะการทำงานที่หนักเกินไปจะทำให้เหนื่อยล้า เกิดความเครียดสะสม และทำให้เราเกิดการเบื่อง่ายกว่าปกติ

ดังนั้น เราทุกคนจะต้องหาช่องว่างของการสมดุลในชีวิต อย่านำความเครียดและการวิตกกังวลมากดดันตนเองมากจนเกินไปจนทำให้เราสูญเสียความเป็นตนเอง ลองออกไปหาอะไรทำที่เราชอบ หรือการปลีกตัวออกจากสิ่งเร้าที่จะก่อให้เกิดความเครียดและลองหาตรงกลางระหว่างตนเองให้เจอกันนะคะ

” Toxic Area ” การสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ Happy Work Place

         Toxic Area การรักษาบรรยากาศในการทำงานถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องอันดับต้นๆที่หลายๆองค์กรจะต้องให้ความสำคัญ เพราะว่าการทำงานในแต่ละวันจะต้องพบเจอความเครียดแล้วนั้น องค์กรอาจจะต้องจะต้องมีช่วงเวลาของการผ่อนคลายความเครียดให้กับพนักงานในองค์กรด้วย แต่ในบางบริษัทก็อาจจะไม่มีแม้แต่เวลาผ่อนคลายความเครียดให้กับพนักงานแม้แต่ชั่วโมงเดียว ส่วนนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่กระทบต่อตัวพนักงานโดยตรงบางคนอาจจะหมกมุ่นกับงานมากจนเกินไปจนเสียความเป็นตนเอง บางคนอาจจะส่งผลให้คิดงานไม่ออกเพียงเพราะจะต้องทำงานที่แข่งกับเวลาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นองค์กรจะต้องเล็งเห็นถึงปัญหาในส่วนนี้และให้ความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสมดุลทั้งตัวบริษัทเองและตัวพนักงานเอง เพราะการที่มีสภาพแวดล้อมในการทำงานงานที่ดี ก็จะส่งผลให้ตัวพนักงานเองมีความสุขและสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้มีประสิทธิภาพตามไปด้วย ไม่สร้างความกดดันในการทำงานมากจนเกินไป เพราะการที่พนักงานในองค์กรมีความสุข ก็จะเป็นทรัพยากรที่องค์กรต้องการมากที่สุด  เพราะจะช่วยเพิ่มศักยภาพที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

          

         หลายบริษัทจึงจะต้องรักษาการสร้างบรรยากาศที่ดีในออฟฟิศ ให้เหมาะแก่การทำงานถึงแม้ว่าการสร้างบรรยากาศในการทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องอาศัยการร่วมมือของทุกคนในบริษัทที่จะต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันและทำงานร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและให้ได้ประโยชน์ในการทำงานร่วมกันมากที่สุด ถึงแม้อาจจะดูเป็นเรื่องที่ยาก แต่มันก็คุ้มค่าที่จะลงทุนและปรับเปลี่ยนเพราะถ้าหากบรรยากาศไม่น่าทำงานก็จะส่งผลให้ทำลายความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ หรือสิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น เกิดการหมกมุ่นอยู่แต่กับงานจนเลิกสนใจคนรอบข้าง

          บรรยากาศในการทำงานที่ดีอาจจะต้องประกอบไปด้วยหลายๆปัจจัยในการคงสภาพการทำงานที่ดี และมีประสิทธิภาพวันนี้แอดจึงอยากจะนำเสนอวิธีการสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ Happy Work Place ตามแบบฉบับของ Trust-Vision ซึ่งมีวิธีที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้ค่ะ

     

     1. จัดระเบียบห้องใหม่

       นอกจากความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีแล้วนั้น สิ่งอันดับแรกๆที่หลายๆองค์กรไม่ควรมองข้ามคือการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในการทำงานให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จัดหาวัสดุ และอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ มีโทนสีที่สบายตาเพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายในการทำงาน  เพราะนอกจากการที่จัดให้พนักงานหลายๆคนมานั่งทำงานรวมกันแล้วนั้น สามารถส่งเสริมการออกไอเดียการแต่งห้องทำงานในแบบใหม่ๆ เพื่อที่จะได้ร่วมออกความคิดเห็นและช่วยกันจัดระเบียบห้องทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการจัดแค่โต๊ะของตนเองเพื่อที่จะได้สร้างบรรยากาศในการทำงานใหม่ๆ และสร้างการสื่อสารระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

   

     2. ส่งเสริมให้พนักงานช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

       พร้อมไปด้วยกิจกรรมที่สามารถทำงานร่วมกันแบบทีมเวิร์ค ร่วมตัดสินใจร่วมกันและสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดการเคารพซึ่งกันและกัน ยอมรับในบทบาทหน้าที่ของทุกคนในองค์กรและมองเห็นถึงความสำคัญในคุณค่าของบทบาทหน้าที่ของทุกคนอย่างเท่าเทียม และคอยให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่จำเป็นแค่บุคคลภายในทีมเดียวกันแต่เราทุกคนจะต้องสามารถให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษากับทุกๆคนได้ภายในองค์กรเพราะแน่นอนว่าองค์กรก็อยากที่จะร่วมงานกับคนที่มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน

     

     3. ส่งต่อความรู้สึกถึงกัน

       ใครๆก็อยากที่จะมาทำงานอย่างมีความสุขในทุกๆวัน ภายใต้บรรยากาศในการทำงานที่ดีต่อสุขภาพจิต เพราะถ้าหากวันไหนที่มาทำงานแล้วพบเจอกับคนที่กำลังเกิดอาการเครียดหรือหงุดหงิด ก็ยิ่งจะส่งผลให้บรรยากาศในการทำงานไม่น่าทำงาน และรู้สึกหดหู่ต่อการทำงานไปทั้งวัน แต่ถ้าวันใดเรามาทำงานละพบเจอแต่ผู้คนที่อารมณ์ดี ร่าเริงสร้างเสียงหัวเราะให้แก่กันวันนั้นก็คงจะเป็นวันที่งานมีความสุข ดังนั้นการส่งต่อความรู้สึกซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆเพราะความรู้สึกของคนเราสามารถส่งต่อถึงกันได้เมื่อไหร่ที่เรามีความสุขคนรอบข้างของเราก็จะมีความสุข แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกทุกข์คนรอบข้างของเราก็จะคอยทุกข์ไปด้วย เห็นไหมละคะว่าความรู้สึกของคนเราสามารถส่งต่อกันได้และมีอิทธิพลต่อคนอื่นมากแค่ไหน 

     4. ใส่ใจสุขภาพจิตและบริหารการจัดการความเครียด

       เมื่อเราสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีแล้ว สิ่งต่อมาที่องค์กรไม่ควรมองข้ามเลยคือพฤติกรรมของพนักงาน ที่จะต้องคอยสังเกตถึงพฤติกรรมของพนักงานอยู่ตลอดเวลา ว่าพวกเขาเหล่านี้ได้รับความกดดันมากจนเกินไปรึเปล่า พนักงานเกิดความวิตกกังวลหรือเครียดจากการทำงานมากจนเกิดไปหรือเปล่า เพราะเมื่อพนักงานทำงานไปได้ด้วยดีและมีประสิทธิภาพแล้ว องค์กรลองมองหาวิธีการที่จะคลายเครียดให้กับพนักงาน เช่นการลองหากิจกรรมที่จะได้คลายความเครียดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเกม หรือกิจกรรมนันทนาการ แต่ถ้าหากเป็นปัญหาส่วนตัวที่นอกเหนือจากการทำงานที่เกิดขึ้นกับพนักงาน องค์กรจะต้องหาวิธีเฝ้าระวังและหาวิธีในการรับมือ

     

     5. ส่งเสริมประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

       พนักงานที่มีความสุขต่อการทำงาน ก็จะยิ่งสร้างสรรค์และผลิตผลงานที่มีประสิทธิภาพตามออกมาด้วย จะมีแรงจูงใจในการที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ ควรกระตุ้นให้มีการกระตือรือร้นในด้านความคิด ให้โอกาสพนักงานในการลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้พวกเขารู้จักคิด รู้จักการวางแผนในการทำงาน  สร้างทัศนคติในแง่บวกที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ

          ฉะนั้นบริษัทจะต้องคอยสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีให้สมดุลกันต่อสภาพจิตใจของพนักงาน และบรรยากาศที่ดีจะเกิดขึ้นได้หากพวกเราทุกคนในองค์กรร่วมมือและร่วมใจกันพัฒนาตนเองทั้งตัวพนักงานเอง รวมทั้งหัวหน้างานไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารระดับสูง เพราะการรักษาบรรยากาศให้ดีไม่ควรมองข้ามและเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อที่จะสามารถสร้างแรงจูงใจและรักษาพนักงานให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้ก็จะทำให้องค์กรของเราน่าอยู่และทุกๆคนในองค์กรมีความสุขกับการทำงานในทุกๆวันค่ะ

สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟจากการทำงาน

          ภาวะหมดไฟจากการทำงาน หรือที่ชอบเรียกกันว่า BRUNOUT ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่เป็นในเรื่องของสภาพจิตใจที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสภาวะสะสมที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน จนบางครั้งเกิดอาการเหนื่อยล้าทางด้านอารมณ์ตามไปด้วย เกิดอาการเบื่อหน่ายไม่อยากทำสิ่งใด รู้สึกสูญเสียกำลังใจในการลงมือทำอะไรสักอย่าง มีอาการมองโลกในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา ขาดความสุขในการใช้ชีวิต ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงตามไปด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตในระยะยาว บางคนอาจจะก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า หรือโรคต่างๆที่เกิดจากสภาวะจิตใจ

          แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครที่กำลังพบเจอกับสภาวะการหมดไฟจากการทำงาน อาการเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล อาจจะขึ้นอยู่ตามเรื่องต่างๆที่พบเจอรวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงาน และกำลังใจในการฟื้นฟูสภาพจิตใจแต่บุคคลเหล่านี้จะแสดงอาการออกมาอย่างเดิมซ้ำๆ หากเรากำลังเผชิญกับสภาวะดังกล่าว มักจะส่งผลให้การทำงานของเราผิดปกติไปจากเดิมอย่างที่เคยเป็น หรือประสิทธิภาพจากการทำงานลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม การหมดไฟจากการทำงาน ไม่ได้เกิดขึ้นเองง่ายๆ ที่อยู่ๆก็เป็นขึ้นมาเองโดยไม่รู้ถึงสาเหตุ แต่จะเกิดจากปัญหาต่างๆ ที่แต่ละคนพบเจอซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะเป็นปัญหาร้ายที่ตีวงกว้างขึ้นหากเราไม่มีวิธีในการจัดการที่ดี เพราะเมื่อไหร่ที่มันเริ่มแทรกซึมเข้ามาในจิตใจก็จะยิ่งเป็นเรื่องที่ยากที่จะจัดการกับมันได้ง่ายๆ

สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟจากการทำงาน

1. ด้านอารมณ์   ทางด้านอารมณ์ คุณจะเริ่มควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ เริ่มเหวี่ยงและเกิดอาการหงุดหงิดได้ง่ายจนก่อให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือแม้แต่ที่ทำงานปัญหาเหล่านี้จะทำให้ไม่มีสมาธิต่อการทำงานจนส่งผลให้ประสิทธิภาพของงานลดลงตามไปด้วยหรือบางครั้งอาจเกิดอาการเบื่อหน่ายจากการทำงาน ไม่มีความกระตือรือร้นไม่มีไฟต่อการทำงาน 

     2. ด้านทัศนคติ  อาการหมดไฟจากการทำงาน จะส่งผลต่อทางด้านความคิดและเกิดผลกระทบที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะอาการเหล่านี้จะทำให้คนที่กำลังหมดไฟจากการทำงานมีความคิดและทัศนคติในแง่ลบ มองโลกในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา เกิดความไม่มั่นใจในศักยภาพการทำงานของตนเองและเมื่อไหร่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาก็จะหลีกเลี่ยงการพบเจอปัญหาและไม่สามารถจัดการปัญหาเหล่านั้นได้

     3. ด้านพฤติกรรม  ไม่มีความกระตือรือร้นในงาน หรือนำไปสู่การปลีกตัวออกห่างจากผู้อื่น พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ตัวคุณไม่แคร์ต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมไปถึงการทำงานและการรับผิดชอบต่อการทำงานอื่นๆ เกิดการผัดวันประกันพรุ่ง ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ไม่สามารถจัดการเวลาได้อย่างลงตัว ไม่อยากตื่นเช้ามาทำงาน เริ่มมีอาการมาทำงานสาย รวมทั้งไม่มีความสุขในการทำงาน

วิธีรักษาอาการหมดไฟจากการทำงาน

    – หาเวลาคลายเครียดจากการทำงาน ออกไปใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัว เพื่อนของตนเอง เพื่อทำในสิ่งที่ตนเองชอบมีความสุข

    – ยอมรับในความแตกต่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับปัญหาใดอยู่เรียนรู้วิธีที่จะรับมือ และมีสติในการจัดการกับปัญหา

    – ลองเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

    – หาที่ปรึกษาหรือคนที่สามารถรับฟังปัญหาเพื่อขอคำแนะนำได้

       – ไม่ควรนำงานมาทำที่บ้านต่อ หรือนำปัญหาสะสมไปที่บ้าน

       – นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์

…อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกๆคนจะสามารถจัดการกับปัญหาที่เจอมาตลอดได้ เพราะในสภาวะหลากหลายปัจจัยที่เราต้องพบเจอ แต่ถ้าหากเรามองให้มันไม่เป็นปัญหาละ แต่ให้เรามองว่ามันคือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้และสามารถจัดการกับมันได้เพื่อรักษาสมดุลในการใช้ชีวิตที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเครียดอยู่ตลอดเวลา ลองปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตในการหลีกเลี่ยงสภาวะความเครียดสะสมที่จะเกิดขึ้น ลองมองหาวิธีการใหม่ๆเพื่อที่จะได้ทำงานอย่างมีความสุขและใช้ชีวิตให้อย่างมีความสุขเช่นกัน…

สร้างการทำงานให้มีความสุขด้วย Work Life Balance

     การใช้ชีวิตของคนเราถ้าให้ความสำคัญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากจนเกินไปอาจจะทำให้ชีวิตเสียสมดุล และเกิดความเครียดมากจนเกินไป Work Life Balance คือการบาลานซ์ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้สมดุลกัน ถึงแม้ทุกๆคนจะมีเวลาในการใช้ชีวิตที่เท่ากัน แต่สำหรับบางคนแล้วกลับให้ความสำคัญกับงานมากจนเกินไปจนไม่เหลือเวลาในการใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่กับสิ่งรอบข้าง สิ่งเหล่านี้จึงมักจะเกิดเป็นความเครียดจากการทำงานที่หนักจนเกินไป จนส่งผลให้สุขภาพเสียสมดุลตามไปด้วย แนวคิดอย่าง Work Life Balance คือการสร้างสมดุลในทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวเพื่อลดผลกระทบที่จะตามมาที่เกิดจากการให้ความสำคัญกับเรื่องงานที่หนักจนเกินไป แต่ถ้าหากเราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของเราได้ ก็จะส่งผลให้ชีวิตเรามีความสุข ทำให้สุขภาพกาย และสภาพจิตใจดีตามไปด้วยอีกทั้งสิ่งเหล่านี้ยังส่งผลให้คนรอบข้างเรามีความสุขตามไปด้วย
     แล้วจะต้องทำยังไงถึงจะได้มีชีวิตแบบนั้นบ้าง วันนี้ Trust-Vision มีเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คนทำงานสามารถจัดการชีวิตตัวเองให้มี Work-Life Balance ในแบบของตัวเองได้มาฝาก
     1. กำหนดตารางเวลาที่ชัดเจน   การแบ่งเวลาให้มีความชัดเจน ว่าเวลาไหนควรทำงาน เวลาไหนควรใช้ชีวิตในแบบส่วนตัวหรืออยู่กับครอบครัวถือเป็นการสร้างสมดุลที่ดีในการ Balance ชีวิตที่จะไม่ก่อให้เกิดความเครียดสะสมจนเกินไป การที่เรากังวลกับสิ่งต่างๆ มากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นคิดเรื่องที่บ้านในขณะที่กำลังทำงาน หรือคิดเรื่องที่ทำงานในระหว่างอยู่กับครอบครัว ซึ่งสิ่งที่เราควรทำคือการแยกเรื่องที่บ้านและเรื่องที่ทำงานออกจากกันอย่างเด็ดขาด โฟกัสกับการทำงานในเวลางาน โฟกัสครอบครัวในเวลาที่อยู่กับครอบครัว ไม่ให้ความสำคัญกับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป จนเสียสมดุลในการใช้ชีวิต ควรทำตามแผนที่วางไว้อย่างมีวินัย ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างให้มากขึ้นเพราะการแบ่งเวลาให้กับคนรอบตัวหรือครอบครัวสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ และยังสามารถเป็นตัวช่วยในการบรรเทาความเครียดหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นเราควรมีการจัดแบ่งเวลาให้ชัดเจนเพื่อเป็นตัวช่วยที่ดีในการใช้ชีวิตให้มีความสุข
     2. การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน  การตั้งเป้าหมายในการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันควรจัดลำดับความสำคัญและจัดลำดับการทำงานเพื่อการจัดการเวลาในการทำงานที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงาน หรือการใช้ชีวิตเราควรให้ความสำคัญในทุกๆเรื่อง ไม่ปล่อยให้ชีวิตเลื่อนลอยจนเกินไป รวมทั้งมีการกำหนดแผนดูว่า เรามีขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายตามที่เรากำหนดไว้
     3. ทำในสิ่งที่ตนเองมีความสุข  ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการ Brake สั้นๆ ในระหว่างการทำงาน หรือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันก็ถือเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะส่งผลให้ความเครียดลดลง หลายๆครั้งที่คนทำงานอย่างเราๆต้องมีการ Active อยู่ตลอดเวลาหรือมีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆโดยไม่มีจุดสิ้นสุด เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตนเอง หลายครั้งที่เรารู้สึกผิดที่จะต้องหมกมุ่นอยู่แต่กับสิ่งใหม่ๆ หรืองานอยู่ตลอดเวลา จนส่งผลให้เราละเลยทำในสิ่งที่ส่งผลในตัวเองมีความสุข เราลองให้เวลากับตัวเองโดยการลงมือทำอะไรบางอย่างที่เราชอบและสนุกกับมัน ลองหันมาใส่ใจกับตนเองและคนรอบข้างมากขึ้นควรแบ่งเวลาเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกไปเที่ยวทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลายความเครียด ก็จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงพร้อมสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต

….บทสรุปส่งท้ายนี้ แอดอยากจะบอกว่า งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราทุกคนควรมีการจัดแบ่งเวลาให้กับการใช้ชีวิตให้ดีๆ ไม่หมกมุ่นกับเรื่องบางเรื่องมากจนเกินไป จนละเลยคนที่อยู่รอบตัว รู้จักปรับเปลี่ยนวิธีในการรักษาสมดุลของชีวิตเพียงแค่นี้ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย….

ทัศนคติของ ” คนสำเร็จ “

          การที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในเรื่องใดๆก็ตาม ย่อมจะต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างมาเกื้อหนุน และถ้าหากยิ่งเป็นคนที่มีต้นทุนในชีวิตที่สูงกว่าคนอื่นแล้วนั้นยิ่งจะสามารถทำให้ชีวิตดูง่ายดายกว่าคนอื่นๆ แต่สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจนกว่านั้นก็คือ ทัศนคติ เพราะการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล การคิดแบบมีสติ มองเห็นถึงความเป็นจริงมากกว่าความรู้สึกส่วนตัวที่นึกคิดขึ้นมาเอง ถือเป็นคุณสมบัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ เพียงแค่เราเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด เปิดรับกับอะไรใหม่ๆ สร้างพลังบวกให้กับตัวเองก็จะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะลงมือทำเรื่องอะไรก็ตาม และการที่มี ทัศนคติที่ดี ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตของเราเดินทางมุ่งหน้าสู่เป้าหมายตามที่เราคาดหวังไว้ 

        คนที่ประสบความสำเร็จ รักในการเรียนรู้ ชอบในการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเอง ชอบในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเปิดรับในสิ่งใหม่ๆเพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาในงาน เพราะโลกในทุกๆวันนี้เริ่มมีอะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเราไม่มีการพัฒนาตัวเองเราอาจจะไม่ทันกับสิ่งใหม่ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จเร็วขึ้นได้

       คนที่ประสบความสำเร็จ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่จะทำให้งานนั้นหรือเรื่องนั้นสำเร็จ และเป็นไปได้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่กำลังพบเจอ เพื่อที่จะได้เดินตามแผนที่ตนเองตั้งไว้ จนประสบความสำเร็จ

       คนที่ประสบความสำเร็จ สร้างพลังบวกให้กับตนเอง  เพราะการที่คนเราจะประสบความสำเร็จหรือแม้แต่จะต้องพบกับความล้มเหลว จะขึ้นอยู่กับความคิด เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีความคิด ทัศนคติที่ดีก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองได้

       คนที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เห็นคุณค่าในงานที่ทำ และสร้างแรงกระตือรือร้นในงาน รับผิดชอบต่อหน้าที่ต่องานที่ตนเองได้รับมอบหมายเพื่อทำให้ผลงานออกมาดีและนำข้อผิดพลาดในงานมาพัฒนาต่อ

       คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่หยุดนิ่งหรือตีกรอบตนเอง จะมองหาโอกาสใหม่ๆให้กับตนเองเสมอ รู้จักมองโลกให้กว้างมากยิ่งขึ้น ให้ความสำคัญกับโอกาสที่ได้รับมาเสมอ

”  ทั้งหมดนี้คือ ทัศนคติ ของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งไม่ได้ยากจนเกินไปที่เราจะนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต หากลองนำมาปรับใช้ในชีวิตก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะนำพาให้เรามุ่งไปสู่เป้าหมายตามที่เราตั้งไว้  “

“ทำความรู้จักกับ Generation R ยุคใหม่ Gen ใหม่”

     …แน่นอนเมื่อพูดถึงในเรื่องของ Generation เราทุกคนต่างรู้จักกันดีว่าในโลกยุคปัจจุบันของเราประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทาง Generation ที่อยู่ร่วมกันในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่ทำงานหรือแม้แต่กระทั่งคนในครอบครัวและคนแต่ละ Generation นั้นย่อมมีความแตกต่างทางด้านความคิด ทัศนคติ สไตล์การทำงานและสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่แล้วในความแตกต่างหลายๆอย่างนั้น รวมทั้งการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อใครหลายๆคนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน สาเหตุนี้จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิต ใครหลายๆ คนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานในรูปแบบใหม่ๆ จึงส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีการปรับตัวและพัฒนานิสัย และเพิ่มทักษะใหม่ๆ ให้กับชีวิต เพราะคนเหล่านี้กำลังเผชิญกับการแข่งขันทางด้านวิชาชีพกันอย่างหนักและข้อจำกัด ขององค์กร ด้วยวิถีการทำงานที่ใหม่ๆ และการใช้ชีวิตใหม่แบบ New Normal สาเหตุเหล่านี้จึงส่งผลให้มีการค้นพบ Gen ใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับการ Lock down ซึ่งมีชื่อเรียกที่ว่า Generation R ”…

Generation R คืออะไร?

     “…Generation R  คือกลุ่มคนที่เกิดขึ้นในช่วงของการ Lock down กันทั่วโลกที่เกิดจากการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัส Covid-19 และด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงส่งผลให้กลุ่มคนวัยทำงานหลายๆคนได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทักษะใหม่ๆในการทำงาน มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ๆอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่มีการแปรผันอย่างรวดเร็วในทุกๆด้าน กลุ่มคน Gen R จะเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการทำงานที่สูง มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงต่อความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ที่จะต้องพบเจอ คน Gen R ไม่ใช่กลุ่มคนที่แบ่งตามช่วงอายุเหมือนกับ Generation เดิมๆที่เราเคยรู้จักกันดี แต่คน Gen R จะประกอบไปด้วยกลุ่มคนหลายๆ Gen ที่ต้องเผชิญหน้าและตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน โดยที่พวกเขาเหล่านี้จะมีการปรับเปลี่ยนแนวคิด สไตล์การทำงาน สไตล์การใช้ชีวิต รวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านอื่นๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากการวิเคราะห์และศึกษาในเรื่องของ Generation R ของทางเพจ วันนี้ทางทีมงานเราจึงได้ขอพูดถึงในเรื่องลักษณะที่มีร่วมกันของคน Gen R ตามหลัก 3 N ( New Normal, New Skill, New Performance ) ตามแบบฉบับของ Trust-Vision มาแชร์ให้กับทุกๆคนได้อ่านกันค่ะ…”

     1. New Normal

    แน่นอนเมื่อโลกต้องเผชิญหน้ากับการเกิดโรคระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงโดยตรงต่อทุกคนบนโลก และด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงส่งผลให้โลกของเราต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตในรูปแบบใหม่หรือที่เรียกๆกันว่า ชีวิตแบบ New Normal คือชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายๆคนประสบกับปัญหาในการที่จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในรูปแบบออนไลน์ การทำงานแบบ WFH และสิ่งเหล่านี้จึงส่งผลให้ใครหลายๆคนมีการปรับเปลี่ยนสไตล์การทำงาน เพื่อที่จะพร้อมรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้ชีวิตแบบ New Normal จึงถือว่าเป็นจุดก่อกำเนิดของ Gen ใหม่ อย่าง Generation R เพราะคน Gen R จะเชื่อว่าโลกของการทำงานจะเปลี่ยนไปจากเดิม พวกเขาเหล่านี้จะมองถึงว่าในอนาคตข้างหน้าจะเกิดการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง เขาเหล่านี้จึงได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองในทักษะใหม่ๆในช่วงของการ Lock Down

     2. New Skill

    ไม่แม้แต่การทำงานตามปกติแล้วที่เราจะต้องมีการเพิ่มทักษะใหม่ๆในการทำงานเพื่อให้ได้ออกผลงานที่มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการขององค์กร แต่สำหรับคน Gen R แล้วนั้นพวกเขาเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีการเตรียมความพร้อมหรือการ up skill ในการทำงานที่ใหม่ๆที่รองรับต่อการทำงานในแบบของการ Remote Working เรียนรู้ที่จะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามามีส่วนในการรับ-ส่งงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความเคยชินกับการทำงานที่ไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องเจอหน้ากัน แต่ยังสามารถใช้ทักษะด้านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลงานให้คงประสิทธิภาพตามเดิม

     3. New Performance

    นอกจากคน Gen R จะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หรือการเพิ่มทักษะในงานใหม่ๆ แล้วนั้นพวกเขาเหล่านี้ยังจะต้องมีการเข้าใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้นในสภาพแวดล้อมของการทำงานระยะไกลเพราะคน Gen R จะชื่นชอบการทำงานในระยะไกลมากกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าตารางเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นและเทคโนโลยีสามารถมีส่วนช่วยให้ผลงานออกมามีประสิทธิภาพถึงแม้จะเป็นการทำงานที่บ้าน

“…ไม่ว่าโลกของการทำงานจะมีการพัฒนาที่แปลกใหม่หรือไม่สามารถคาดเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้หลังจากการเกิดวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นี้ถือเป็นจุดของการกำเนิดของยุคใหม่พร้อมกับ Generation ใหม่ๆ อย่าง Generation R ที่เป็นความต่างระหว่างรุ่นที่กำลังสูญเสียและเกี่ยวข้องคล้ายคลึงกันของ Generation R และพวกเขาเหล่านี้จะเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงของอนาคตการทำงาน…”

“ 4 Tips ปรับชีวิตหลังการทำงานแบบ WFH ”

               “…เมื่อเชื้อ Covid-19 มีการแพร่ที่มากขึ้นส่งผลให้หลายๆออฟฟิศได้เริ่มมีการประกาศ Work From Home มากขึ้นในสภาวะที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อไวรัส เพื่อลดความเสี่ยงในการเจอผู้คน และการอยู่รวมกลุ่ม หลายๆคนชื่นชอบการทำงานแบบ Work From Home เพราะได้เปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานไม่ต้องตื่นเช้ามาแข่งกับเวลา และเจอปัญหารถติด ลุกนั่งสบาย ลดความกดดันหรือความเครียดจากการทำงาน รวมทั้งมีสมาธิในการทำงานที่มากขึ้น แต่ก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่ไม่ชอบการทำงานที่บ้าน ด้วยหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้า สถานที่ไม่เอื้ออำนวยยิ่งถ้าหากหลายๆคนที่อยู่รวมเป็นครอบครัวใหญ่ปัญหาที่ตามมาก็คือการไม่มีสมาธิในการทำงาน มีเสียงแทรกระหว่างการทำงาน การประชุมตลอดเวลา รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว ไหนจะอุปกรณ์การทำงานไม่ครบขาดการประสานงานที่ได้ประสิทธิภาพ แต่เมื่อสถานการณ์หลายๆอย่างเริ่มคลี่คลาย แน่นอนว่าหลายๆบริษัทได้เริ่มมีการประกาศยกเลิก WFH เพื่อให้พนักงานได้เริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ แต่เราจะมีวิธีปรับตัวยังไง? หลังจากที่ทำงานที่บ้านมาหลายเดือนวันนี้ทางเราจึงได้ยก “ 4 Tips ปรับชีวิตหลังการทำงานแบบ WFH ” มาแชร์ให้กับทุกคนรู้กันค่ะ…”

1.       ปรับเวลาชีวิต

แม้ว่าการทำงานที่บ้านจะมีข้อดีมากมาย ทั้งความเป็นส่วนตัว มีสมาธิมากขึ้น ไม่ต้องตื่นเช้าเสียเวลากับรถติด หรือเสียเวลาจากการนอนไม่พอ และแน่นอนว่าเมื่อบริษัทยกเลิกการทำงานที่บ้านสิ่งที่เป็นอันดับแรกๆที่ใครหลายๆคนจะต้องปรับนั้นก็คือ การปรับเวลาชีวิตนั้นเองค่ะ เพราะถ้าหากได้กลับมาทำงานตามปกติแล้วเราจะต้องมีการจัดตารางเวลาชีวิตดีๆเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าใครที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน หรือที่ทำงานอยู่ใจกลางเมืองที่มีการจราจรที่แน่นจะยิ่งมีการจัดตารางเวลาดีๆเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าพลาดหรือช้าไปแม้แต่ไม่กี่นาทีก็อาจจะทำให้เข้างานไม่ทันหรือเข้างานสาย ดังนั้นเมื่อเราจะต้องกลับมาทำงานตามปกติ เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องเวลาและคำนวณเวลาในการใช้ชีวิตให้ดีๆ

2.       ปรับการใช้ชีวิตแบบ New Normal

ในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไปตามจึงจำเป็นที่เราจะต้องป้องกันตนเองและระวังเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตเพื่อให้มีชีวิตรอดเราจะต้องมีการปรับวิธีการใช้ชีวิตใหม่เพื่อให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ จึงทำให้หลายเดือนที่ผ่านมาได้เริ่มทำให้เราคุ้นชินกับกิจวัตรและปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตแบบใหม่ที่เรียกกันว่า New Normal และแน่นอนว่าการทำงานในสภาวะการแพร่เชื้อจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่มากขึ้น ระวังมากขึ้นแน่นอนว่าการทำงานที่ออฟฟิศก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทั้งการสวมแมสตลอดเวลา การเว้นระยะห่างระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่การงดรวมกลุ่มที่จะสร้างความแออัดมากจนเกินไป มีการจัดแจงที่นั่งให้ชัดเจนแต่ถึงแม้ในสภาวะแบบนี้ การกลับมาทำงานที่ออฟฟิศก็ไม่ได้มีข้อเสียมากจนเกินไปแต่ถ้าหากเรามีการวางแผนการใช้ชีวิตดีๆ ปฏิบัติตามกฎระเบียบการดูแลตนเองต่างๆก็จะสามารถทำให้เราทำงานที่ออฟฟิศได้อย่างสบายใจ และปลอดภัย

3.       กลับมาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทีม

แน่นอนว่าปัญหาอีกอย่างที่ตามมาจากการ WFH นั้นคือขาดการสื่อสารการประสานงานระหว่างทีม ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอุปกรณ์การทำงานไม่พร้อม สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่ดี หรือการสั่งงานที่ไม่เข้าใจกัน เพราะทำงานที่บ้านจะส่งผลทำให้การพบปะสังคมที่ลดลงขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ดังนั้นการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศจึงเป็นอีกหนึ่งทางที่ส่งผลดีต่อการทำงาน เพราะจะทำให้เราได้กลับมาพบปะกับเพื่อร่วมงานรวมทั้งยังทำให้มีการสื่อสารที่ดีมากกว่าการสื่อสารผ่าน Online แถมงานบางอย่างยังไม่เหมาะกับการทำงานที่บ้านสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารต่างๆ รวมทั้งการทำงานที่ออฟฟิศมีความพร้อมและสะดวกสบายกว่าการทำงานที่บ้าน

4.       ปรับ Mindset

Mindset หรือ กรอบความคิดของเรา แน่นอนว่าในสภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทำให้ใครหลายๆคนมีความคิดที่หวาดระแวงต่อการพบเจอผู้คน ไม่ไว้ใจใครหรือมีความคิดที่กลัวมากจนเกินไป ความกลัวที่มากจนเกินไปจึงส่งผลให้ใครหลายๆคนเรียกร้องการทำงานแบบ WFH ที่มากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากการได้รับเชื้อ แต่ถ้าหากเรามีการปรับตัวและมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือที่ดีก็จะทำให้เราใช้ชีวิตและปลอดภัยและเรียนรู้วิธีที่จะให้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศสิ่งต่อมาที่เราต้องปรับนั้นคือ Mindset ที่เรามีต่อความกลัวกับ Covid-19 เพราะการทำงานที่ออฟฟิศในสภาวะแบบนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวเสมอไป เพียงแต่เราเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับมัน ไม่คิดลบหรือสร้างความกลัวมากจนเกินไป

เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็น การทำงานแบบ WFH หรือการทำงานที่ออฟฟิศก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะปรับตัวการมีระเบียบวินัยไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือออฟฟิศ มีความรับผิดชอบทั้งเรื่องเวลาและการผลิตผลงาน เพราะไม่ว่าเราจะทำงานที่ไหนก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ รวมทั้งยังปลอดภัยจากเจ้าเชื้อไวรัส Covid-19 ได้