ทัศนคติของ ” คนสำเร็จ “

          การที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในเรื่องใดๆก็ตาม ย่อมจะต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างมาเกื้อหนุน และถ้าหากยิ่งเป็นคนที่มีต้นทุนในชีวิตที่สูงกว่าคนอื่นแล้วนั้นยิ่งจะสามารถทำให้ชีวิตดูง่ายดายกว่าคนอื่นๆ แต่สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจนกว่านั้นก็คือ ทัศนคติ เพราะการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล การคิดแบบมีสติ มองเห็นถึงความเป็นจริงมากกว่าความรู้สึกส่วนตัวที่นึกคิดขึ้นมาเอง ถือเป็นคุณสมบัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ เพียงแค่เราเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด เปิดรับกับอะไรใหม่ๆ สร้างพลังบวกให้กับตัวเองก็จะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะลงมือทำเรื่องอะไรก็ตาม และการที่มี ทัศนคติที่ดี ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตของเราเดินทางมุ่งหน้าสู่เป้าหมายตามที่เราคาดหวังไว้ 

        คนที่ประสบความสำเร็จ รักในการเรียนรู้ ชอบในการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเอง ชอบในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเปิดรับในสิ่งใหม่ๆเพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาในงาน เพราะโลกในทุกๆวันนี้เริ่มมีอะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเราไม่มีการพัฒนาตัวเองเราอาจจะไม่ทันกับสิ่งใหม่ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จเร็วขึ้นได้

       คนที่ประสบความสำเร็จ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่จะทำให้งานนั้นหรือเรื่องนั้นสำเร็จ และเป็นไปได้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่กำลังพบเจอ เพื่อที่จะได้เดินตามแผนที่ตนเองตั้งไว้ จนประสบความสำเร็จ

       คนที่ประสบความสำเร็จ สร้างพลังบวกให้กับตนเอง  เพราะการที่คนเราจะประสบความสำเร็จหรือแม้แต่จะต้องพบกับความล้มเหลว จะขึ้นอยู่กับความคิด เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีความคิด ทัศนคติที่ดีก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองได้

       คนที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เห็นคุณค่าในงานที่ทำ และสร้างแรงกระตือรือร้นในงาน รับผิดชอบต่อหน้าที่ต่องานที่ตนเองได้รับมอบหมายเพื่อทำให้ผลงานออกมาดีและนำข้อผิดพลาดในงานมาพัฒนาต่อ

       คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่หยุดนิ่งหรือตีกรอบตนเอง จะมองหาโอกาสใหม่ๆให้กับตนเองเสมอ รู้จักมองโลกให้กว้างมากยิ่งขึ้น ให้ความสำคัญกับโอกาสที่ได้รับมาเสมอ

”  ทั้งหมดนี้คือ ทัศนคติ ของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งไม่ได้ยากจนเกินไปที่เราจะนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต หากลองนำมาปรับใช้ในชีวิตก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะนำพาให้เรามุ่งไปสู่เป้าหมายตามที่เราตั้งไว้  “

“ทำความรู้จักกับ Generation R ยุคใหม่ Gen ใหม่”

     …แน่นอนเมื่อพูดถึงในเรื่องของ Generation เราทุกคนต่างรู้จักกันดีว่าในโลกยุคปัจจุบันของเราประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทาง Generation ที่อยู่ร่วมกันในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่ทำงานหรือแม้แต่กระทั่งคนในครอบครัวและคนแต่ละ Generation นั้นย่อมมีความแตกต่างทางด้านความคิด ทัศนคติ สไตล์การทำงานและสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่แล้วในความแตกต่างหลายๆอย่างนั้น รวมทั้งการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อใครหลายๆคนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน สาเหตุนี้จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิต ใครหลายๆ คนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานในรูปแบบใหม่ๆ จึงส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีการปรับตัวและพัฒนานิสัย และเพิ่มทักษะใหม่ๆ ให้กับชีวิต เพราะคนเหล่านี้กำลังเผชิญกับการแข่งขันทางด้านวิชาชีพกันอย่างหนักและข้อจำกัด ขององค์กร ด้วยวิถีการทำงานที่ใหม่ๆ และการใช้ชีวิตใหม่แบบ New Normal สาเหตุเหล่านี้จึงส่งผลให้มีการค้นพบ Gen ใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับการ Lock down ซึ่งมีชื่อเรียกที่ว่า Generation R ”…

Generation R คืออะไร?

     “…Generation R  คือกลุ่มคนที่เกิดขึ้นในช่วงของการ Lock down กันทั่วโลกที่เกิดจากการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัส Covid-19 และด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงส่งผลให้กลุ่มคนวัยทำงานหลายๆคนได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทักษะใหม่ๆในการทำงาน มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ๆอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่มีการแปรผันอย่างรวดเร็วในทุกๆด้าน กลุ่มคน Gen R จะเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการทำงานที่สูง มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงต่อความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ที่จะต้องพบเจอ คน Gen R ไม่ใช่กลุ่มคนที่แบ่งตามช่วงอายุเหมือนกับ Generation เดิมๆที่เราเคยรู้จักกันดี แต่คน Gen R จะประกอบไปด้วยกลุ่มคนหลายๆ Gen ที่ต้องเผชิญหน้าและตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน โดยที่พวกเขาเหล่านี้จะมีการปรับเปลี่ยนแนวคิด สไตล์การทำงาน สไตล์การใช้ชีวิต รวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านอื่นๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากการวิเคราะห์และศึกษาในเรื่องของ Generation R ของทางเพจ วันนี้ทางทีมงานเราจึงได้ขอพูดถึงในเรื่องลักษณะที่มีร่วมกันของคน Gen R ตามหลัก 3 N ( New Normal, New Skill, New Performance ) ตามแบบฉบับของ Trust-Vision มาแชร์ให้กับทุกๆคนได้อ่านกันค่ะ…”

     1. New Normal

    แน่นอนเมื่อโลกต้องเผชิญหน้ากับการเกิดโรคระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงโดยตรงต่อทุกคนบนโลก และด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงส่งผลให้โลกของเราต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตในรูปแบบใหม่หรือที่เรียกๆกันว่า ชีวิตแบบ New Normal คือชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายๆคนประสบกับปัญหาในการที่จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในรูปแบบออนไลน์ การทำงานแบบ WFH และสิ่งเหล่านี้จึงส่งผลให้ใครหลายๆคนมีการปรับเปลี่ยนสไตล์การทำงาน เพื่อที่จะพร้อมรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้ชีวิตแบบ New Normal จึงถือว่าเป็นจุดก่อกำเนิดของ Gen ใหม่ อย่าง Generation R เพราะคน Gen R จะเชื่อว่าโลกของการทำงานจะเปลี่ยนไปจากเดิม พวกเขาเหล่านี้จะมองถึงว่าในอนาคตข้างหน้าจะเกิดการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง เขาเหล่านี้จึงได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองในทักษะใหม่ๆในช่วงของการ Lock Down

     2. New Skill

    ไม่แม้แต่การทำงานตามปกติแล้วที่เราจะต้องมีการเพิ่มทักษะใหม่ๆในการทำงานเพื่อให้ได้ออกผลงานที่มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการขององค์กร แต่สำหรับคน Gen R แล้วนั้นพวกเขาเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีการเตรียมความพร้อมหรือการ up skill ในการทำงานที่ใหม่ๆที่รองรับต่อการทำงานในแบบของการ Remote Working เรียนรู้ที่จะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามามีส่วนในการรับ-ส่งงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความเคยชินกับการทำงานที่ไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องเจอหน้ากัน แต่ยังสามารถใช้ทักษะด้านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลงานให้คงประสิทธิภาพตามเดิม

     3. New Performance

    นอกจากคน Gen R จะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หรือการเพิ่มทักษะในงานใหม่ๆ แล้วนั้นพวกเขาเหล่านี้ยังจะต้องมีการเข้าใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้นในสภาพแวดล้อมของการทำงานระยะไกลเพราะคน Gen R จะชื่นชอบการทำงานในระยะไกลมากกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าตารางเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นและเทคโนโลยีสามารถมีส่วนช่วยให้ผลงานออกมามีประสิทธิภาพถึงแม้จะเป็นการทำงานที่บ้าน

“…ไม่ว่าโลกของการทำงานจะมีการพัฒนาที่แปลกใหม่หรือไม่สามารถคาดเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้หลังจากการเกิดวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นี้ถือเป็นจุดของการกำเนิดของยุคใหม่พร้อมกับ Generation ใหม่ๆ อย่าง Generation R ที่เป็นความต่างระหว่างรุ่นที่กำลังสูญเสียและเกี่ยวข้องคล้ายคลึงกันของ Generation R และพวกเขาเหล่านี้จะเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงของอนาคตการทำงาน…”

“ 4 Tips ปรับชีวิตหลังการทำงานแบบ WFH ”

               “…เมื่อเชื้อ Covid-19 มีการแพร่ที่มากขึ้นส่งผลให้หลายๆออฟฟิศได้เริ่มมีการประกาศ Work From Home มากขึ้นในสภาวะที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อไวรัส เพื่อลดความเสี่ยงในการเจอผู้คน และการอยู่รวมกลุ่ม หลายๆคนชื่นชอบการทำงานแบบ Work From Home เพราะได้เปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานไม่ต้องตื่นเช้ามาแข่งกับเวลา และเจอปัญหารถติด ลุกนั่งสบาย ลดความกดดันหรือความเครียดจากการทำงาน รวมทั้งมีสมาธิในการทำงานที่มากขึ้น แต่ก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่ไม่ชอบการทำงานที่บ้าน ด้วยหลายเหตุผลไม่ว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้า สถานที่ไม่เอื้ออำนวยยิ่งถ้าหากหลายๆคนที่อยู่รวมเป็นครอบครัวใหญ่ปัญหาที่ตามมาก็คือการไม่มีสมาธิในการทำงาน มีเสียงแทรกระหว่างการทำงาน การประชุมตลอดเวลา รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว ไหนจะอุปกรณ์การทำงานไม่ครบขาดการประสานงานที่ได้ประสิทธิภาพ แต่เมื่อสถานการณ์หลายๆอย่างเริ่มคลี่คลาย แน่นอนว่าหลายๆบริษัทได้เริ่มมีการประกาศยกเลิก WFH เพื่อให้พนักงานได้เริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ แต่เราจะมีวิธีปรับตัวยังไง? หลังจากที่ทำงานที่บ้านมาหลายเดือนวันนี้ทางเราจึงได้ยก “ 4 Tips ปรับชีวิตหลังการทำงานแบบ WFH ” มาแชร์ให้กับทุกคนรู้กันค่ะ…”

1.       ปรับเวลาชีวิต

แม้ว่าการทำงานที่บ้านจะมีข้อดีมากมาย ทั้งความเป็นส่วนตัว มีสมาธิมากขึ้น ไม่ต้องตื่นเช้าเสียเวลากับรถติด หรือเสียเวลาจากการนอนไม่พอ และแน่นอนว่าเมื่อบริษัทยกเลิกการทำงานที่บ้านสิ่งที่เป็นอันดับแรกๆที่ใครหลายๆคนจะต้องปรับนั้นก็คือ การปรับเวลาชีวิตนั้นเองค่ะ เพราะถ้าหากได้กลับมาทำงานตามปกติแล้วเราจะต้องมีการจัดตารางเวลาชีวิตดีๆเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าใครที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน หรือที่ทำงานอยู่ใจกลางเมืองที่มีการจราจรที่แน่นจะยิ่งมีการจัดตารางเวลาดีๆเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าพลาดหรือช้าไปแม้แต่ไม่กี่นาทีก็อาจจะทำให้เข้างานไม่ทันหรือเข้างานสาย ดังนั้นเมื่อเราจะต้องกลับมาทำงานตามปกติ เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องเวลาและคำนวณเวลาในการใช้ชีวิตให้ดีๆ

2.       ปรับการใช้ชีวิตแบบ New Normal

ในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไปตามจึงจำเป็นที่เราจะต้องป้องกันตนเองและระวังเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตเพื่อให้มีชีวิตรอดเราจะต้องมีการปรับวิธีการใช้ชีวิตใหม่เพื่อให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ จึงทำให้หลายเดือนที่ผ่านมาได้เริ่มทำให้เราคุ้นชินกับกิจวัตรและปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตแบบใหม่ที่เรียกกันว่า New Normal และแน่นอนว่าการทำงานในสภาวะการแพร่เชื้อจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่มากขึ้น ระวังมากขึ้นแน่นอนว่าการทำงานที่ออฟฟิศก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทั้งการสวมแมสตลอดเวลา การเว้นระยะห่างระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่การงดรวมกลุ่มที่จะสร้างความแออัดมากจนเกินไป มีการจัดแจงที่นั่งให้ชัดเจนแต่ถึงแม้ในสภาวะแบบนี้ การกลับมาทำงานที่ออฟฟิศก็ไม่ได้มีข้อเสียมากจนเกินไปแต่ถ้าหากเรามีการวางแผนการใช้ชีวิตดีๆ ปฏิบัติตามกฎระเบียบการดูแลตนเองต่างๆก็จะสามารถทำให้เราทำงานที่ออฟฟิศได้อย่างสบายใจ และปลอดภัย

3.       กลับมาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทีม

แน่นอนว่าปัญหาอีกอย่างที่ตามมาจากการ WFH นั้นคือขาดการสื่อสารการประสานงานระหว่างทีม ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอุปกรณ์การทำงานไม่พร้อม สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่ดี หรือการสั่งงานที่ไม่เข้าใจกัน เพราะทำงานที่บ้านจะส่งผลทำให้การพบปะสังคมที่ลดลงขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ดังนั้นการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศจึงเป็นอีกหนึ่งทางที่ส่งผลดีต่อการทำงาน เพราะจะทำให้เราได้กลับมาพบปะกับเพื่อร่วมงานรวมทั้งยังทำให้มีการสื่อสารที่ดีมากกว่าการสื่อสารผ่าน Online แถมงานบางอย่างยังไม่เหมาะกับการทำงานที่บ้านสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารต่างๆ รวมทั้งการทำงานที่ออฟฟิศมีความพร้อมและสะดวกสบายกว่าการทำงานที่บ้าน

4.       ปรับ Mindset

Mindset หรือ กรอบความคิดของเรา แน่นอนว่าในสภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทำให้ใครหลายๆคนมีความคิดที่หวาดระแวงต่อการพบเจอผู้คน ไม่ไว้ใจใครหรือมีความคิดที่กลัวมากจนเกินไป ความกลัวที่มากจนเกินไปจึงส่งผลให้ใครหลายๆคนเรียกร้องการทำงานแบบ WFH ที่มากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากการได้รับเชื้อ แต่ถ้าหากเรามีการปรับตัวและมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือที่ดีก็จะทำให้เราใช้ชีวิตและปลอดภัยและเรียนรู้วิธีที่จะให้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศสิ่งต่อมาที่เราต้องปรับนั้นคือ Mindset ที่เรามีต่อความกลัวกับ Covid-19 เพราะการทำงานที่ออฟฟิศในสภาวะแบบนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวเสมอไป เพียงแต่เราเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับมัน ไม่คิดลบหรือสร้างความกลัวมากจนเกินไป

เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็น การทำงานแบบ WFH หรือการทำงานที่ออฟฟิศก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะปรับตัวการมีระเบียบวินัยไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือออฟฟิศ มีความรับผิดชอบทั้งเรื่องเวลาและการผลิตผลงาน เพราะไม่ว่าเราจะทำงานที่ไหนก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ รวมทั้งยังปลอดภัยจากเจ้าเชื้อไวรัส Covid-19 ได้