ทักษะที่หัวหน้าควรมี เพื่อการทำงานอย่างมีศักยภาพ

ทักษะที่หัวหน้าควรมี เพื่อการทำงานอย่างมีศักยภาพ

ในการทำงานและการมอบหมายงานส่วนต่างๆ ขององค์กรนั้นเพื่อให้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมอย่างที่สุด หัวหน้างาน จึงต้องมีความเข้าใจทั้งในเรื่องของเนื้องานอย่างละเอียด ร่วมถึงเรื่องของการบริหารจัดการเวลา แน่ใจว่าขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงานนั้นถูกจัดวางไว้กับตำแหน่งและคนที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีทักษะต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อช่วยให้การทำงานนั้นเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น ทักษะที่หัวหน้าควรมีประกอบไปด้วย

 

 

                                                1. Communication

คือ การสื่อสารการทำงานที่ตรงประเด็น และได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ดีนั้นต้องมีหัวเรื่องที่ต้องการจะเขียนระบุไว้และเนื้อหาถูกต้องชัดเจนดี มีจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการสื่อสารอะไรออกไปสารที่สมบูรณ์จะต้องได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ทำให้ผู้ฟัง ผู้อ่านสับสนและมึนงงได้ และต้องแจ้งความต้องการผลลัพธ์จากการสื่อสารไปให้ถึงคนที่คุณจะสื่อสารด้วยเสมอ

 

 

                                                                                  

                                     2. Performance Management

คือ การให้ Feedback การทำงานอย่างตรงไปตรงมา และสร้างการวัดผลที่ทำให้เกิดการทำงานในเชิงบวกได้ เพื่อให้รับ Feedback ได้นำไปพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การให้ Feedback ที่ตรงไปตรงมาเป็นอีกวิธีทางหนึ่งที่สามารถพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีคุณภาพและผลักดันศักยภาพออกได้มากยิ่งขึ้น

 

 

                                                                          3. Analysis Skills

คือการ ระบุและวิเคราะห์ปัญหาเพื่อหารากของปัญหา เป็นการคิดในเชิงตรรกะทีละขั้นตอนเพื่อแบ่งระบบข้อมูลขนาดใหญ่ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อมาวิเคราะห์หาสาเหตุ หรือเป้าหมายที่ต้องการ มีความสามารถในการแยกแยะส่วนต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ หรือส่วนย่อยๆ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ได้

 

 

                                                                             4. Self-Awareness

คือการเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง ไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น ยอมรับ Feedback การเข้าใจความรู้สึกของตนเอง และจุดมุ่งหมายของชีวิตทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจน การรู้จักจุดเด่นจุดด้อยของตนเองอย่างไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง เป็นกลาง ตรงไป ตรงมา การประพฤติตนให้เหมาะสมกับฐานะของตนการปฏิบัติหน้าที่เหมาะสมกับตำแหน่งของตนไม่ก้าวก่ายสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น จะก้าวก่ายต่อเมื่อถึงที่สุด อย่างเหมาะสม

” ดังนั้นทักษะทั้ง4 ที่กล่าวขึ้นมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ทักษะที่จำเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าการเป็นหัวหน้าทีม หรือ เจ้าของธุรกิจเองนั้น ยังจะต้องมีทักษะอย่างอื่นอีกมากมายเพื่อที่จะให้สามารถพัฒนาพนักงานในองค์กร ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ ”

สรรหาพนักงาน 3 สิ่งที่สำคัญอันดับแรกคืออะไร?

 3 สิ่งที่สำคัญอันดับแรกในการสรรหาพนักงานคืออะไร ?

ในการที่องค์กรจะสรรหาพนักงานเพื่อเข้ามาร่วมงานกับองค์กรนั่น มีองค์ประกอบหลายสิ่งที่องค์กรต้องพิจารณา เช่น ความรู้ในตำแหน่งงาน ความมีมนุษยสัมพันธ์ บุคลิกภาพการพูดจา อื่นๆ อีกมากมายที่แต่ละองค์กรได้กำหนดไว้ แต่ 3 สิ่งแรกที่สำคัญสำหรับการที่จะคัดเลือกบุคลากรนั้น ก็คือ ความซื่อสัตย์ (Integrity) ความฉลาด (Intelligence) และความสามารถในการทำงาน (Energy)

ความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity)  

ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดและขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าหากคนที่มีความฉลาดมีไหวพริบ แต่ใช้ความฉลาดในทางที่ผิด ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อมีสิ่งเร้าให้ทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็จะทำโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาก็จะสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ความซื่อสัตย์จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญลำดับแรกๆ ในการที่จะรับบุคลากรเข้ามาร่วมงานกับองค์กร ความซื่อสัตย์คือทางเลือกระหว่างความถูกต้องและความสะดวก คนที่มีความซื่อสัตย์จะคำนึงถึงความจริง ฟังเสียงหัวใจของตนเอง ถึงแม้ในเวลานั้นไม่มีใครกำลังเฝ้าดูอยู่และสามารถทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องได้ แต่ก็เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ และที่สำคัญคือการเปิดเผยตรงไปตรงมาและไม่มีอะไรต้องปิดบัง สามารถทำให้คนอื่นเชื่อใจโดยไม่ลังเล

ความฉลาด (Intelligence)

ความฉลาดที่ไม่ใช่แค่ฉลาดแบบอัจฉริยะ แต่เป็นความฉลาดในการรู้จักปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่เสมอ ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป Intelligence จึงสำคัญอย่างมากในการทำงาน ถ้าพนักงานมี Intelligence ในการทำงาน พวกเขาก็จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้ และยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาให้องค์กรมีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกด้วย คนฉลาดไม่ใช่เป็นแค่คนที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด แต่ยังเป็นคนที่สามารถปรับตัวได้เร็ว เอาตัวรอดได้ในแต่ละสถานการณ์ต่างๆ สามารถรับมือกับเหตุการณ์และจัดการกับคนได้ดี

พลังงาน (Energy)

พลังงาน คือความสามารถในการทำงานโดยการใช้แรงที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคน หากปราศจากการบริหารพลังที่ดีก็ไม่สามารถนำพา Drive หรือ แรงขับเคลื่อนให้ไปถึงเป้าหมายได้เพราะระยะเวลาของเป้าหมายยาวนาน ดังนั้นเรื่องการบริหารพลังเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆการบริหารพลังที่ดีต้องรู้ว่าช่วงไหนควรเร่งและช่วงไหนควรผ่อน พลังงานประกอบไปด้วยความพร้อมด้านมิติทั้ง 4 ประการ ประกอบด้วย

1 Body คือ ความพร้อมทางด้านร่างกายมีร่างกายที่สมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายพักผ่อนและนอนหลับอย่างเพียงพอ คือคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ มีสุขภาพจิตที่ดีและจิตใจดีงาม

2 Mind คือ มีความรู้ ความเข้าใจในสายงานส่งผลให้สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพได้

3 Heart คือ มีความพร้อมทางด้านสภาพจิตใจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการทำงาน

4 Spirit คือ จิตวิญญาณในการใช้ชีวิตหรือการทำงาน ซึ่งในบางงานจำเป็นต้องถ่ายทอดความเป็นจิตวิญญาณลงไปเพื่อสร้างชิ้นงานหรือสร้างงานที่มีคุณภาพ สามารถทำงานนั้นๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้

“ดังนั้น การที่มีทั้ง3 สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญในการที่จะคัดเลือกบุคลากรเพื่อเข้ามาร่วมงานในองค์กร และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความ ซื่อสัตย์ นั่นเอง เพราะถ้าขาดความซื่อสัตย์แล้ว ก็จะเกิดการไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ไม่รู้สิ่งไหนจริงสิ่งไหนเท็จ และมีปัญหาตามมาตลอดเวลา”

ทักษะที่ควรมีในอนาคต

ทักษะที่ควรมีในอนาคต

ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงานในทุกๆ ด้าน และพนักงานในปัจจุบันจะต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ร่วมถึงการเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าวิกฤตไวรัส COVID-19 ได้เร่งการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอย่างรวดเร็ว วิถีการทำงานของเรากำลังจะเปลี่ยนแปลงไป และทำให้เราต้องเร่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต

และการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นายจ้างหรือองค์กรจำเป็นจะต้องมีบทบาทเพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรมีพนักงานที่มีทักษะที่ต้องการในอนาคตนี้หรือไม่ การจะทำให้พนักงานมีทักษะในอนาคตได้นั่น อันดับแรกองค์กรจะต้องเข้าใจทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถแข่งขันและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ จากนั้น องค์กรต้องเข้าใจวิธีที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวและฝึกอบรมพนักงานปัจจุบัน รวมทั้งเตรียมจัดหา สรรหา และจ้างผู้ที่มีความสามารถ
เข้ามาร่วมงานในองค์กร เราจะแบ่งทักษะในอนาคตนี้ ตามวิธีที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของทุกคนและวิธีที่องค์กรสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับพนักงานในอนาคตได้

ทักษะที่ทุกคนต้องมีเพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

1 ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน คือการนำความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจการแก้ไขปัญหา ระบุและวิเคราะห์ปัญหาเพื่อหารากของปัญหาได้
2 ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือการมีกระบวนการคิดที่ใช้เหตุใช้ผลพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โดยการศึกษาข้อมูลหลักฐาน แยกแยะข้อมูลว่าข้อมูลใดคือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลใดคือความคิดเห็น ตลอดจนพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูล แล้วตั้งสมมติฐานเพื่อหาสาเหตุของปัญหา และสามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้
3 ทักษะความคิดสร้างสรรค์ คือทักษะที่จะทำให้เราออกไอเดียได้ไม่ซ้ำใคร ใช้งานได้จริง และยังสามารถตอบโจทย์งานได้อีกด้วย
4 ทักษะการบริหารคน คือ มีความเข้าใจเกี่ยวกับ Leadership หลักการ Principal และเข้าใจ Competency
5 ทักษะประสานงานกับผู้อื่น รู้และเข้าใจเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ต้องการจากการประสานงาน และมีทักษะในการให้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ แก่ผู้อื่นให้ดําเนินการต่อในเบื้องต้นได้และสามารถซักถาม และสอบถามความต้องการของผู้มาติดต่อในเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง การสื่อสารการทำงานที่ตรงประเด็นและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
6 ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ คือความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตนเองและของผู้อื่น เพื่อช่วยให้เราสามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ และยังช่วยให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีกว่าเดิมด้วย
7 ทักษะการตัดสินและการตัดสินใจ ความสามารถในการพิจารณาเลือกแนวทางในการปฏิบัติต่อสถานการณ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามสิ่งที่เราต้องการ การตัดสินใจที่ดีนั้นควรแสวงหาเหตุผลและข้อมูล มาเปรียบเทียบหลายๆด้าน ไม่ควรใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ หรือตัดสินใจเพราะคนส่วนใหญ่ทำเช่นนั้น
8 ทักษะความยืดหยุ่นทางปัญญา คือการเปลี่ยนจุดสนใจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทักษะด้านนี้มีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และแก้ไขปัญหา ช่วยในการจัดระบบความคิด วางกลยุทธ์ ประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

” ทักษะเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับองค์กรในอนาคต และทักษะเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่าหุ่นยนต์สามารถทำงานหลายอย่างได้และรวดเร็วกว่ามนุษย์ก็จริงแต่เครื่องจักรยังคงขาดความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางอารมณ์ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีในปริมาณมากขึ้น แต่พนักงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดคือผู้ที่มีทักษะที่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำแทนได้ อย่างไรก็ตามความต้องการแรงงานที่มีทักษะในการใช้สร้างสรรค์เทคโนโลยีในอนาคตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน “

4 เทคนิค ประชุมออนไลน์ ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

4 เทคนิค ประชุมออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

Work From Home แบบนี้ งานที่รับผิดชอบก็ยังคงต้องเดินต่อ และดูเหมือนว่าการทำงาน แบบ work from home นี้จะต้องมีประชุมกันบ่อยกว่าตอนทำงานที่ออฟฟิศอีกด้วย การที่ต้องประชุมผ่านระบบออนไลน์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่การจัดการอะไรหลายอย่างค่อนข้างยากขึ้น แล้วจะทำอย่างไร ?

การประชุมออนไลน์กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและหลีกหนีไม่ได้ เพราะเป็นวิธีเดียวในการสื่อสารภายในองค์กรสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้นั่นเอง และข้อดีของการประชุมออนไลน์ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการที่จะประชุมที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่สถานที่เดียวกัน จะใช้อุปกรณ์อะไรในการเข้าฟังประชุมก็แล้วแต่สะดวก

แต่การประชุมออนไลน์นั้น ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เช่นบางทีเมื่อไม่ได้เจอหน้ากัน หรือมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง อาจทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือบางคนก็ไม่ได้โฟกัสกับการประชุมจริงๆ แบบเจอหน้า เป็นต้น แล้วจะทำอย่างไรให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราเลยอยากเอาเทคนิคต่างๆ ที่พอจะช่วยให้การประชุมออนไลน์ของหลายๆ คนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ทุกคนลองนำไปปรับใช้กับการประชุม ในยุคการประชุมออนไลน์กันดู

4 เทคนิคการประชุมออนไลน์ ให้ได้ประสิทธิภาพ

1. ตั้งหัวข้อที่จะประชุม และจัดกระบวนการประชุมให้ชัดเจน (Agenda)  การระบุหัวข้อในที่ประชุมอาจจะต้องใช้คำที่ดูกระตุ้นให้รู้สึกอยากเข้าร่วมประชุม เตรียมเนื้อหาที่จะต้องประชุม ทั้งคำถาม คำตอบให้พร้อม และที่สำคัญก็คือการจัดระยะเวลาการประชุมควรจัดให้พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ตรวจใช้อุปกรณ์ในการที่ใช้ในการประชุมให้เรียบร้อย แจ้ง วัน เวลา หัวข้อเรื่อง และช่องทางในการประชุมออนไลน์ ให้ผู้เข้าร่วมประรับทราบอย่างชัดเจน

2.ตรงต่อเวลการเริ่มและการจบประชุมอย่างตรงเวลา อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องมี แต่เข้าร่วมการประชุมไม่ตรงเวลาสะท้อนให้เห็นถึงวินัยของคนในองค์กร ถือเป็นการไม่ให้ความสำคัญในเรื่องที่จะประชุมและไม่ให้เกียรติผู้อื่น และการที่ใช้เวลาในการประชุมเกินกว่าเวลาที่กำหนด อาจทำให้ผู้ร่วมประชุมไม่ได้สนใจเนื้อหาที่จะพูด เพราะผู้เข้าร่วมประชุมอาจติดงานอื่นก็ได้ การบริหารเวลาอย่างเหมาะสมจะช่วยให้วางแผนงานได้อย่างลงตัวไม่กระทบงานส่วนอื่น

3.เนื้อที่จะประชุมต้องกระชับ ลดเวลาการนำเสนอ ให้สั้น และกระชับ อย่าเยิ่นเย้อจนเกินไป หากใครต้องการนำเสนอ ควรให้คนนั้นเป็นคนแชร์ Screen เอง และที่สำคัญ ต้องพูดให้ตรงประเด็น ตรงกับหัวข้อเรื่องที่จะประชุม เวลาทุกคนมีค่าในตอนนี้ จะนำเสนออะไรบอกให้ชัดเจน

4.สรุปเนื้อหาที่ประชุมเมื่อจบการประชุม  ควรจบการประชุมด้วยการสรุปผลว่า การดำเนินการขั้นต่อไปเป็นอย่างไร สรุปประเด็นสำคัญว่าผู้เข้าร่วมประชุมเข้าใจตรงกันหรือไม่ และจะมีการดำเนินงานตามที่ประชุมต่อไปอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบในงานส่วนไหน มีกำหนดงานต้องส่งเมื่อไหร่ และจะจัดประชุมครั้งต่อไปในวันไหน

ดังนั้นการจะจัดประชุมให้เกิดประสิทธิภาพในการประชุมออนไลน์ได้นัั้นการจัดการการประชุมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การกำหนดวัตถุประสงค์แจ้งวัตถุประสงค์ของการประชุมให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทราบทุกครั้ง การกำหนดผู้ที่ควรเข้าร่วมประชุม  ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การประชุมทุกครั้ง เช่น ผู้ที่สามารถให้รายละเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อ การประชุม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการประชุม เป็นต้น พร้อมประมาณเวลาที่จะใช้ เพื่อให้การประชุมสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และที่ขาดไม่ได้ในการประชุมออนไลน์ ต้องแจ้งช่องที่จะใช้ในการประชุมอย่างชัดเจน

Intelligence คืออะไร? และสำคัญต่อการทำงานแค่ไหน ?

Intelligence คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อการทำงาน ?

Intelligence คือ “สติปัญญา” ที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วนั่นเอง เราจะขยายคำว่า สติปัญญาให้เข้าใจกันก่อน คำว่า “สติ” นั่น หมายถึง การรับรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอก วิเคราะห์ได้ด้วยตัวเองว่า สิ่งใดควรต้องทำหรือไม่ควรทำ อะไรควรทำก่อนและอะไรควรทำหลัง สติ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน หรือแม้แต่การทำงาน ในการทำงานนั้น ถ้าเราสามารถรู้เองได้ คิดเองได้ ทำเองได้ และปฏิบัติงานในทางที่ถูกต้องได้ โดยไม่ต้องให้หัวหน้ามาคอยจับมือทำในทุกเรื่อง นี่คือการใช้สติในการทำงานนั่นเอง ส่วนคำว่า “ปัญญา” มีความหมายมากมายหลายอย่าง เช่น ความรู้ความสามารถ รู้อย่างชัดเจน ความฉลาดตั้งแต่เกิด ความสามารถในการคิดและกระทำโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ ความเข้าใจ และเมื่อเข้าใจทั้ง 2 คำนี้แล้ว จึงนำคำว่า ”สติ” กับ ”ปัญญา” มารวมกันจะได้คำว่า  “สติปัญญา” ซึ่งหมายถึง การรู้ตัวและมีความสามารถที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีสติปัญญาที่ดี ย่อมได้เปรียบในการทำงานหรือในเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย Intelligence จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แก้ไขยาก หรือแก้ไขไม่ได้เลย สำหรับคนที่มี Intelligence ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ก็เปรียบเสมือนมีบุญเก่าติดตัวมา คนเหล่านี้จะมีการพัฒนาได้ค่อนข้างไวกว่าคนที่ขาด Intelligence แต่ก็ใช่ว่าคนที่ขาด Intelligence ติดตัวมาจะไม่สามารถสร้างพัฒนาได้ แต่อาจจะต้องมีความพยายามในการพัฒนามากกว่า และช้ากว่า เนื่องจากจะเป็นคนที่ค่อนข้างเข้าใจอะไรยากนั่นเอง

พนักงานในองค์กรไม่มี Intelligence จะเกิดอะไรขึ้น ?

คนที่ขาด Intelligence ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่เก่ง ไม่ฉลาด คนเหล่านี้ก็ยังคงสามารถทำงานตามหน้าของตนเองได้ปกติ แต่ก็จะเป็นคนประเภท สอนงานแล้วไม่จำ เมื่อสอนเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อผ่านไปสักระยะก็จะกลับมาถามเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ เมื่อเจอกับงานใหม่ก็จะไม่มีวิธีการเรียนรู้ที่จะหาข้อมูลและจะคอยถามทุกอย่างตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน ทำให้หัวหน้างานจะต้องจับมือทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อหัวหน้างานได้ให้งานไป คนเหล่านี้จะรอแต่คำสั่งว่าต้องทำอย่างไร เริ่มตรงไหน เมื่อติดปัญหาจะกลับมาถามตลอดเวลา และเมื่อไปเวลาผ่านไปสักระยะ ก็จะกลับมาถามในเรื่องเดิมปัญหาเดิมๆ จนกว่างานจะเสร็จ และคนเหล่านี้จะไม่อยากเติบโตในสายงาน ทำงานแบบ Routine ไปวันๆ การที่คนเหล่านี้ไม่อยากเติบโต จึงทำให้องค์กรไม่สามารถผลักดันได้อย่างเต็มที่ คนเหล่านี้จะไม่สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้ และอาจทำให้องค์กรมีการเจริญเติบโตได้ช้า เนื่องจากคนเหล่านี้จะไม่ชอบที่จะต้องทำสิ่งใหม่ เพราะคิดว่าสิ่งใหม่นั่นยาก การพัฒนางานให้ดีขึ้น โดยใช้สติปัญญาจะดึงความสามารถความรู้มาแก้ไขได้ การสร้างสิ่งใหม่ให้งาน จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้สติปัญญาอันชาญฉลาดและในหลายๆเรื่องในงานล้วนจำเป็นต้องใช้ Intelligence

จะทำอย่างไรเพื่อให้องค์กรทราบได้ว่าพนักงานมี Intelligence มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นองค์กรต้องเริ่มสังเกตตั้งแต่ในช่วงที่สรรหาพนักงานเข้ามาทำงานอาจจะต้องมีการ Test IQ ด้วยแบบทดสอบ ก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน หรือถ้าเป็นในช่วงทำงาน หัวหน้ามีการสอนงานที่เหมาะสมในขอบเขตของงานนั้น ตัวพนักงานสามารถเข้าใจในงานที่สอน และสามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องถามเรื่องเดิมซ้ำหลายครั้ง สำหรับวิธีสังเกต คนที่มี Intelligence กับ คนที่ขาด Intelligence จะมีพฤติกรรมดังนี้

พฤติกรรมของคนที่มี Intelligence

  • หัวหน้ามีการสอนงานอย่างเหมาะสมแล้วเข้าใจและสามารถทำงานได้โดยไม่ถามเรื่องเดิมซ้ำๆ
  • รู้ว่าต้องทำอะไร รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ( What / Why)
  • สามารถจำแนกงานเก่าและงานใหม่ได้
  • เรียนรู้ กระบวนการงานเก่าและงานใหม่ได้และพัฒนางานให้ขึ้น

พฤติกรรมของคนที่ขาด Intelligence

  • มีการสอนงานอย่างเหมาะสม แต่ยังมีการถามเรื่องที่สอนซ้ำๆ
  • ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ไม่รู้ Input / Output
  • ไม่สามารถจำแนกงานเก่าและงานใหม่ได้
  • ไม่สามารถเรียนรู้ กระบวนการงาน และไม่สามารถทำตามได้

” ดังนั้น Intelligence จึงสำคัญอย่างมากในการทำงาน ถ้าพนักงานมี Intelligence ในการทำงาน พวกเขาก็จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้ และยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาให้องค์กรมีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกด้วย แต่สำหรับพนักงานที่ขาด Intelligence ในการทำงาน พวกเขาไม่ใช่คนที่ไม่เก่งเพียงแต่พวกเขาไม่รู้จักวิธีการที่จะพัฒนาตนเอง จะดีแค่ไหนถ้าองค์กรรู้วิธีในการพัฒนา Intelligence ของพนักงานในองค์กร Trust Vision ได้มีการคิดวิธีการพัฒนา Intelligence เพื่อให้ง่ายต่อองค์กรในประเทศไทย ในการที่จะผลักดันพนักงานให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างตรงจุด ”

Competency พัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างไร ?

Competency พัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างไร ? 

หลาย ๆ ท่านคงเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า Competency นั้นหมายถึงอะไร แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ยังเข้าใจว่าหลักการในการทำงานของ Competency นั้นเป็นอย่างไร?

หลักการทำงานของ Competency เป็นอย่างไร?

หลักการในการทำงานของ Competency เป็นการกำหนดกลุ่มพฤติกรรมที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงานขององค์กรนั้นๆ ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามโครงสร้าง ภารกิจ ลักษณะงานขององค์กรนั้นๆ และความต้องการขององค์กรที่อยากนำ Competency ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างไร   เช่น บางองค์กรอาจจะอยากนำ Competency ไปเป็นเพียงแค่ค่านิยมหลักขององค์กร  (Core Competency) ซึ่งอาจเป็นสมรรถนะด้านพฤติกรรม  ที่ทุกคนในองค์กรต้องยึดถือและปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียว หรือสมรรถนะที่ถูกกำหนดขึ้นตามตำแหน่งงานซึ่งอาจเป็นสมรรถนะทั่วไป อย่างเดียวหรือทั้งสองอย่าง 

ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อนำ Competency ไปใช้กับองค์กร?

ตัวอย่างเช่น การนำ Competency มาใช้ภายในองค์กรไม่เป็นผลสำเร็จ และพนักงานไม่สามารถที่จะปฏิบัติตาม Competency ได้จริง เช่นจุดประสงค์องค์กรต้องการให้พนักงานรู้จักการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง แต่องค์กรก็มุ่งเน้นเนื้อหาอย่างเดียวและยังไม่ได้เตรียมความพร้อมด้านสมรรถนะ หรือด้านพฤติกรรมของพนักงานว่ามีความพร้อมในการที่จะฝึกเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเองได้หรือไม่?

วิธีการแก้ไข

1.หัวหน้างานของแต่ละฝ่ายต้องเรียนรู้หลักการของ Competency ในแต่ละหัวข้อ เพื่อจะได้ทราบถึง Competency ในของนั้นๆมุ่งเน้นพัฒนาสมรรถนะทางด้านใด

2.หัวหน้างานของแต่ละฝ่ายต้องศึกษา Framework ในแต่หัวข้อ เพื่อวางแผนการพัฒนา Competency อย่างถูกต้องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีในการพัฒนา

3.หัวหน้างานของแต่ละฝ่ายต้องกำหนด Competency ให้ชัดเจนว่าควรจะต้องเริ่มพัฒนาสมรรถนะด้านใดก่อนหลัง เพื่อง่ายต้องการเริ่มพัฒนาที่ตรงจุด

ดังนั้น ใน “Trust Vision เราได้กำหนดหลักการทำงาน Competency”  ไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้เหมาะสมกับทุกองค์กรที่กำลังมองหา Competency ที่ดีและเหมาะกับองค์กรของตนเอง เรามีการกำหนดชุดพฤติกรรมที่ควรมีในที่ทำงานไว้อย่างครอบคลุม และเพื่อให้มีการพัฒนาบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดเป็นประสิทธิผล เป็นไปตามโครงสร้าง ภารกิจ ลักษณะงานขององค์กร 

และยังมีกรอบการวัดผลและตัวชี้วัด สามารถตัดเกรดรายบุคคลโดยที่สามารถบอกได้ว่า บุคคลใดจัดอยู่ในกลุ่มใด และควรพัฒนาไปในทิศทางใด ในหลายๆ องค์กรในประเทศไทย ไม่มีกรอบการวัดผลและตัวชี้วัดด้าน Competency ที่สามารถตัดเกรดรายบุคคลได้ จึงทำให้องค์กรไม่สามารถที่จะผลักดันบุคลากรได้อย่างตรงจุด และไม่ทราบว่าบุคลากรที่มีอยู่นั้นพวกเขามีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องมีกรอบการวัดชุดพฤติกรรมพนักงานที่ชัดเจนและวัดผลได้ สามารถที่จะตอบคำถามพนักงานอย่างตรงไปตรงมาได้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้ถูกประเมินออกมาเป็นแบบนี้ แล้วกรอบการวัดผลนี้ จะลดการประเมินผลแบบถูกใจของผู้ประเมินมากกว่าความถูกต้องได้แน่นอน

ที่สำคัญองค์กรยังสามารถรู้แนวทางการพัฒนาบุคลากรได้อย่างตรงจุด ตรงสายงานที่รับผิดชอบอีกด้วย เนื่องจากองค์กรสามารถทราบได้ว่าบุคลากรนั้น ยังขาดความรู้ความสามารถด้านไหน และควรพัฒนาบุคลากรแบบไหนถึงจะเหมาะกับลักษณะงานของแต่ละคนที่รับผิดชอบอยู่ ทำให้บุคลากรมีเป้าหมายในงานที่ชัดเจนและสอดคล้องกับการทำงานการที่บุคลากรขององค์กรมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน จะช่วยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

TALENT REVIEW CHARACTER

องค์กรที่มีการวางระบบที่มีตัวชี้วัดด้านพฤติกรรม จะเห็นปัญหาด้านคุณภาพของบุคลากรว่าเป็นอย่างไร สามารถหาแนวทางในการกำหนดแผนพัฒนาได้อย่างตรงจุด ค่อยๆผลักดันให้บุคลากรมีคุณภาพด้านพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน และยังสามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิด แล้วสังเคราะห์เป็นกระบวนการพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วย ซึ่งการใช้ Competency ในการพัฒนานั้นยังสามารถแยกประเภทของบุคลากรว่าอยู่ในระดับใดได้แล้วยังสามารถสร้าง Character ที่ดีได้อีกด้วยจากเครื่องมือที่เรียกว่า Talent Review

Hero! คือบุคคลที่มีความโดดเด่น ฮีโร่ล้วนแล้วแต่มีความมหัศจรรย์ที่ใครๆ ก็มองเห็น
The traveler! ออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่ใช้สำหรับตนเอง
Vampire! ทำงานได้ แต่เริ่มหยุดพัฒนาตนเอง และเริ่มหยุดพัฒนารูปแบบงาน สิ่งใหม่เป็นเรื่องยาก
Zombie! ทำงานตามคำสั่ง ทำงานไปวันๆไม่มีจุดหมาย ปัญหาเกิดก็แก้ไขไม่ได้ ต้องให้หัวหน้า หรือทีมแก้ไข

          ” เมื่อพูดถึงคนที่เป็น Hero ในที่ทำงานเราก็คงจะคิดถึงคนที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ที่มีทักษะความรู้ ความสามารถที่เหนือกว่าคนอื่นๆ รวมไปถึงทัศนคติที่ดีต่อการทำงานของพวกเขา ที่มีความโดดเด่นที่ใครๆ ก็มองเห็น  เพราะพวกเขาจะเป็นบุคคลคอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาหรือคอยแก้ไขปัญหาให้คนอื่นๆ ในทีมได้อยู่เสมอ เป็นบุคคลที่มีภาวะความผู้นำที่ค่อนข้างสูง ไม่ใช่คนที่คอยเอาแต่สั่งงานเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมหรือลูกน้อง ต้องทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่พวกเขาจะเป็นคนที่คอยชี้แนะแนวทางในการทำงานหรือช่วยหาวิธีการคิดในการแก้ปัญหา และยังเป็นคนที่สามารถให้ Feedback กับคนในทีม ได้อย่างตรงไปตรงมา  Hero จะคอยให้ความช่วยเหลือในเรื่องงานกับคนอื่นๆ  มากกว่ามองว่าสิ่งที่ทำต้องเป็นการแข่งขัน และจะยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นอยู่เสมอ และ Hero ที่คอยเยียวยาปัญหาในเรื่องงานได้แล้ว Hero ยังช่วยเยียวยาด้านจิตใจคนในทีมให้กลับมามีพลังได้เสมอ 

  CHARACTER

  • คือบุคคลที่มีความโดดเด่น ฮีโร่ล้วนแล้วแต่มีความมหัศจรรย์ที่ใครๆ ก็มองเห็น
  • มีคุณสมบัติเฉพาะตัว เช่น ความเก่ง ฉลาด เท่ห์ รักความซื่อสัตย์ ยุติธรรม กล้าหาญ ไม่กลัวอันตรายอะไร พร้อมสู้ พร้อมชน เสียสละ เข้มแข็ง อดทน ยึดมั่นความถูกต้อง
  • ทำงานเร็ว ถูกต้อง คุณภาพงานได้ เป็นที่ยอมรับ และไว้วางใจ

        The Traveler พวกเขาคือ นักเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับตนเอง ” ถ้าพูดถึงคนที่เป็นนักเดินทางในที่ทำงาน พวกเขาค่อนข้างที่จะเป็นคนที่มีความเป็น Diversity เพราะเป็นคนที่ชอบการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มีความรู้ในหลายๆ เรื่อง หรือรู้มากกว่าหลายๆ คนในบางเรื่อง  คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ชอบค้นหาตัวเองอยู่ตลอดว่า ว่าชอบหรือไม่ชอบทำอะไร  ส่วนมากในองค์กรจะพบเจอกับบุคคลลักษณะนี้ได้ในกลุ่มของเด็กที่จบใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่การทำงานอย่างเต็มตัว เพราะพวกเขาจะค้นหาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อค้นหาเส้นทางหรือหนทางที่ใช่ คนกลุ่มนี้ถึงแม้จะเป็นคนที่ชอบการศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ตรงกันข้ามพวกเขาเป็นคนที่ยังไม่โฟกัสเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน หรือมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนอยู่แล้วว่าอยากทำอะไร แต่เส้นทางในองค์กรไม่ได้สอดคล้องให้สามารถเติบโตได้ เลยต้องแสวงหาองค์กรที่ใช่เพื่อทำในสิ่งที่ชอบนั่นเอง และเราจะเห็นได้ว่ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนงานบ่อยเพราะยังไม่ชัดเจนในเป้าหมายที่ค้นหาว่าจุดสูงสุดจะไปถึงจุดไหน

CHARACTER

  • ออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่ใช้สำหรับตนเอง
  • ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเลือกอะไร หรือจะไปทางด้านไหนเฉพาะเจาะจง ขอลองก่อนเพื่อนำมาตัดสินใจว่าใช่ หรือ ไม่ใช่ ถ้าใช่ก็จะลองทำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยนทางไปลองในสิ่งอื่น ยังไม่แน่ไม่นอน
  • ทำงานได้ เรียนรู้ได้ ผลงานมีคุณภาพปานกลาง ต้องพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

            Vampire ในที่นี้ไม่ใช่ภูตผีปีศาจอะไร แต่แค่เป็นการเปรียบเทียบลักษณะของคนที่มีการทำงานแบบ ” Vampire คือ ทำงานได้ แต่เริ่มหยุดพัฒนาตนเอง และเริ่มหยุดพัฒนารูปแบบงาน สิ่งใหม่ที่เป็นเรื่องยาก ” ซึ่งลักษณะการทำงานของคนกลุ่มนี้จะเป็นการทำงานแค่ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายหรืองานที่รับผิดชอบเพียงเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะทำงานไม่ได้หรือทำอะไรไม่สำเร็จ เพียงแต่พวกเขาขาดการพัฒนาอยู่เสมอ ลักษณะของคนกลุ่มนี้ในองค์กรจะเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมาย หรือตั้งเป้าหมายในตนเองเลยเพียงเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถรับต่อสภาวะแรงกดดันที่ค่อนข้างหนักได้ เพราะเมื่อใดที่พวกเขานั่นได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องงานพวกเขาเหล่านี้จะถอยตัวออกห่างจากงานๆ นั้นไป แต่หากพวกเขาเหล่านี้ได้รับความใส่ใจหรือได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองก็จะสามารถนำพาให้พวกเขาเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน “

CHARACTER

  • ทำงานได้ แต่เริ่มหยุดพัฒนาตนเอง และเริ่มหยุดพัฒนารูปแบบงาน สิ่งใหม่เป็นเรื่องยาก
  • กลัวการที่ต้องมีเป้าหมายในงาน ภายในใจแอบติด Comfort Zone เพราะปลอดภัยกว่า มั่นใจกว่า
  • ไม่สามารถรับแรงกดดันที่รุนแรงได้ พยายามค่อยๆถอยออกมา เมื่อมีการตัดสินใจในงาน ผลงานครึ่งๆกลางๆ

” การทำงานแบบ Zombie คือการทำงานตามคำสั่ง ทำงานไปวันๆ ไม่มีจุดหมาย ปัญหาเกิดก็แก้ไขไม่ได้ ต้องให้หัวหน้า หรือทีมแก้ไข ” แน่นอนว่าเราสามารถพบเห็นกลุ่มคนเหล่านี้ได้ในหลายๆองค์กร กลุ่มคนที่ทำงานแบบ Zombie จะถือได้ว่าเป็นคนที่ยังไม่มีความพร้อมในการทำงาน  รวมทั้งเป็นคนที่ไม่มีการพัฒนาในเรื่องงานพวกเขาเหล่านี้จะทำงานแบบตามคำสั่งไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการวางแผนในการทำงานเลยก็ว่าได้แต่จะเน้นการทำงานแบบตามคำสั่งไม่มีจุดมุ่งหมายในงานอย่างชัดเจน พวกเขาเหล่านี้จะไม่ค่อยสนใจในการพัฒนาตนเองเพื่อให้ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อต้องพบเจอกับปัญหาพวกเขาจะหลีกหนีปัญหานั้นๆ จนบางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้คนในทีมหรือเพื่อนร่วมงานลำบากใจในการร่วมทำงานด้วย คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มคนที่แก้ปัญหาได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปรับปรุงพวกเขาไม่ได้แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างนานในการปรับปรุงและพัฒนา หากองค์กรไหนที่กำลังต้องพบเจอกับกลุ่มคนประเภทนี้แน่นอนว่าจะทำให้ปวดหัวได้ไม่มากก็น้อย “

CHARACTER

  • ทำงานตามคำสั่ง ทำงานไปวันๆไม่มีจุดหมาย ปัญหาเกิดก็แก้ไขไม่ได้ ต้องให้หัวหน้า หรือทีมแก้ไข
  • ไม่มีการพัฒนาเพื่อเติบโต เน้นหลบ หลีก หนี เสมอเมื่อต้องเจอกับปัญหา
  • ผู้สร้างภาระงานให้กับทีม สร้างความลำบากใจให้กับทีมในการคอยแก้ไข

” การสร้าง Character ที่ดีต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาที่เกิดประโยชน์สุงสุดต่อบุคลากร ดังนั้น Competency เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาในจุดนี้ เพื่อได้เข้าถึงการวิเคราะห์ปัญหา และสังเคราะห์หลักสูตรได้ “

Competency มีความสำคัญต่อการทำงานอย่างไร

Competency 

หรือที่เราเรียกว่า “สมรรถนะ” คือกลุ่มความรู้ ความสามารถ ความคิด หรือทัศนคติที่ส่งผลทางด้านพฤติกรรม ที่มีต่อการทำงาน การที่เรามีสมรรถนะที่พร้อมนั้นจะสร้างผลการปฎิบัติงานที่ยอดเยี่ยม หรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบขึ้นได้ ทั้งนี้รวมถึงสามารถพัฒนางานที่ตนรับผิดชอบให้ดีขึ้นอีกด้วยเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ 

       ในหลายๆ องค์กรอาจจะเจอกับปัญหาในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรที่ไม่ตรงจุด เพราะองค์กรเองก็ยังไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วบุคลากรที่มีอยู่มีสมรรถนะเพียงพอหรือไม่ และสมรรถนะเหล่านั้นตรงกับสายงานของพวกเขาที่รับผิดชอบอยู่หรือไม่ หรือสิ่งที่พวกเขารับผิดชอบอยู่คือสิ่งที่พวกเขาปรารถนาต้องการจะทำจริงๆ หรือไม่ บางครั้งอาจเป็นเพียงกำแพงกั้นเพื่อให้พวกเขายังคงมีงานที่ดีทำอยู่ต่อไป

ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเขาเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเพียงคนที่ทำงานตามหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นเอง พวกเขาอาจจะขาดวิธีการคิด และกระบวนการทำงานที่เกิดประสิทธิภาพ เมื่อต้องเจอกับปัญหาก็ไม่รู้จัก ขาดแนวทางการแก้ปัญหาที่ทันท่วงที ไม่รู้จักวิธีการวิเคราะห์หารากของปัญหาที่แท้จริง จึงไม่สามารถทำงานนั้นต่อไปได้ ต้องรอให้หัวหน้างานมาแก้ไข้ในปัญหาที่เกิดขึ้นตลอด วันหนึ่งพวกเขาจะกลายเป็น ” คนที่รอทำตามคำสั่ง ” เท่านั้น ขาดความคิดที่จะพัฒนาตนเองในสายงาน คิดว่าความรู้ที่มีอยู่ก็เพียงพอต่อการทำงานอยู่แล้ว กลายเป็นว่าองค์กรปล่อยให้บุคลากรเป็นแบบนี้ก็ทำให้องค์กรหมุนขึ้นได้ช้าเช่นกัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาเหล่านี้อาจจะสามารถพัฒนาตนเองได้อีกมากมาย มีศักยภาพในตัวเองที่ซ่อนอยู่แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง เพราะพวกเขาอาจจะมีความถนัดและความเก่งที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะเป็นคนที่เข้าใจงานที่รับมอบหมายได้เร็ว แต่บางคนต้องใช้เวลาในการอธิบายซ้ำๆ องค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องหาเครื่องมือมาช่วยในการพัฒนาบุคลากรให้ตรงจุด ซึ่งจะทำให้องค์กรได้ทราบว่าบุคลากรที่มีอยู่นั้นมีศักยภาพด้านใด และพวกเขาต้องการที่พัฒนาตนเองไปในทิศทางใดได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ถ้าองค์กรได้มีการผลักดันและพัฒนาพวกเขาได้ตรงจุด ก็จะทำให้องค์กรไปสู้เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะการที่เรามีทรัพยากรด้านบุคลากรที่มีศักยภาพในทุกด้านนั้น จะทำให้องค์กรมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างไว้ขึ้นแน่นอน

         จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น องค์กรจึงจำเป็นจะต้องมีกรอบการวัดชุดพฤติกรรมที่ชัดเจน เพื่อที่จะได้ทราบถึงสมรรถนะของบุคลากรในองค์กรว่าเป็นอย่างไร โดยองค์กรอาจจะใช้ Competency เป็นตัววัดคุณภาพในเชิงพฤติกรรม เพื่อให้ทราบว่าแท้จริงแล้วบุคลากรในองค์กรมีเป้าในการทำงานไปในทิศทางใด พวกเขามีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองในสายงานที่ได้รับผิดชอบหรือไม่ มีทักษะและความสามารถที่เป็นอัตลักษณ์อะไรที่โดดเด่น และเมื่อเราทราบแล้วว่าเป้าหมายในการทำงานของพวกเขาคืออะไร ก็จะทำให้องค์กรนั้นผลักดันและพัฒนาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ก็เหมือนกับการที่เราจับคนทำงานให้ตรงจุดให้อยู่กับสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ การที่องค์กรมีกรอบการวัดที่ชัดเจน จะช่วยให้องค์กรพัฒนาบุคลากรของตนเองได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น และเมื่อพนักงานมีศักยภาพที่ดีในการทำงาน ก็จะทำให้องค์นั้นประสบความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กรที่ตั้งไว้ได้เร็วยิ่งขึ้น

องค์กรที่มีการวางระบบที่มีตัวชี้วัดด้านพฤติกรรม ก็จะได้เปรียบอย่างยิ่งในการเห็นปัญหาด้านคุณภาพของบุคลากรว่าเป็นอย่างไร สามารถหาแนวทางในการกำหนดแผนพัฒนาได้อย่างตรงจุด ค่อยๆผลักดันให้บุคลากรมีคุณภาพด้านพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน และยังสามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิด แล้วสังเคราะห์เป็นกระบวนการพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วย การใช้ Competency ในการพัฒนานั้นยังสามารถแยกประเภทของบุคลากรว่าอยู่ในระดับใดได้แล้วยังสามารถสร้าง Character ที่ดีได้อีกด้วยจากเครื่องมือที่เรียกว่า Talent Review

  •       Hero! คือบุคคลที่มีความโดดเด่น ฮีโร่ล้วนแล้วแต่มีความมหัศจรรย์ที่ใครๆ ก็มองเห็น
  •       The traveler! ออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่ใช้สำหรับตนเอง 
  •       Vampire! ทำงานได้ แต่เริ่มหยุดพัฒนาตนเอง และเริ่มหยุดพัฒนารูปแบบงาน สิ่งใหม่เป็นเรื่องยาก
  •       Zombie! ทำงานตามคำสั่ง ทำงานไปวันๆไม่มีจุดหมาย ปัญหาเกิดก็แก้ไขไม่ได้ ต้องให้หัวหน้า หรือทีมแก้ไข

การสร้าง Character ที่ดีต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบุคลากร ดังนั้น Competency เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาในจุดนี้ เพื่อได้เข้าถึงการวิเคราะห์ปัญหา และสังเคราะห์หลักสูตรได้

” Competency ” จึงเป็นงานที่สำคัญ และเป็นงานหนักของฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่จะต้องมีหน้าที่คอยพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้บุคลากรในองค์กร คือ ทรัพยากรที่สำคัญเป็นส่วนขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กร ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับองค์กรอื่นๆ และยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้องค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายและประสบความสำเร็จนั่นเอง

อุปนิสัยของคนเรา ส่งผลต่อการใช้ชีวิตการทำงานอย่างไร ?

      “อุปนิสัย”  หรือ ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ” พฤติกรรมที่ติดตัวของเรามาตั้งแต่เกิด ” ในแต่ละบุคคลที่แสดงออกมาให้เห็นถึงลักษณะเด่นของบุคคลนั้น ที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนได้อย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งเป็นสิ่งที่เกิดจากความเคยชินจากการกระทำของบุคคนนั้นๆ อุปนิสัยเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก หรือควบคุมได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือควบคุมไม่ได้เลย  ในบางครั้งการแสดงออกของอุปนิสัยส่วนตัว ที่แสดงต่อบุคคลอื่น ก็มาจากการกำหนดที่ตัวเรานั้นบังคับหรือควบคุมเอาไว้ได้นั่นเอง

      “อุปนิสัย”  ก็ถือได้ว่าเป็นตัวกำหนดที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่สามารถนำพาให้ใครหลายๆ คนประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จจากการใช้ชีวิตหรือความสำเร็จจากการทำงาน เพราะการจะก้าวผ่านปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆไปได้ก็จะเกิดจากการมีความคิด การกระทำหรือแม้แต่การมีอุปนิสัยที่ดีจากความเคยชินจากการกระทำต่างๆ ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงการมีคุณลักษณะอุปนิสัยที่ดีตามแบบฉบับของ Trust Vision ว่าต้องมีอุปนิสัยอย่างไรถึงจะสามารถประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตได้ และประกอบได้ด้วยองค์ประกอบดังนี้ค่ะ
 

การมี ความรู้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต และความรู้ในที่นี้ถือว่าเป็นคุณลักษณะของการมีอุปนิสัยที่ดี นั้นก็หมายถึงว่าหากคนเราหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาและการที่เราไม่หยุดพัฒนาตนเองจนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเรา เพราะการทำงานหนักไม่สามารถเป็นตัวการันตีได้ว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้ แต่เราสามารถเพิ่มมูลค่าในชีวิตของตนเองได้อีกหลากหลายวิธี โดยการเริ่มที่ตัวเราก่อนนั่นก็คือการที่เราหมั่นศึกษาหาความรู้ การที่เราพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา
หากตัวเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองไม่หยุดพัฒนาหรือสนใจในการศึกษาหาความรู้อื่นๆ โดยทำจนเกิดเป็นนิสัยสิ่งเหล่านี้ก็จะติดตัวเราไปตลอด จนกลายเป็นพฤติกรรมที่เราได้สร้างขึ้นมา เพื่อหาจุดแข็งให้กับตนเองที่จะสามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของเราอย่างชัดเจน
“ดังนั้น การมีความรู้ หรือการไม่หยุดพัฒนาในตนเองก็จะเป็นอีกหนึ่งขั้นที่จะนำพาเราได้รับผลของความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่เกิดจากการสร้าง “อุปนิสัย” ทางด้านความรู้ที่เกิดขึ้นด้วยตัวตนของเราเอง”

ทุกวันนี้การมี “ทักษะ” เฉพาะตัวที่โดดเด่นถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากๆ และถือได้ว่าสามารถเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับตัวเราเองได้ การที่เราจะมีทักษะที่ดีได้อาจจะต้องมาจากการได้รับการฝึกฝนและพัฒนาตนเอง หรือบางคนอาจจะมีติดตัวมาแล้วตั้งแต่เกิด หากบางคนที่มีทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดแต่ไม่รู้วิธีที่จะนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองนี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สามารถพบได้ทั่วๆไป แต่ก็ใช่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ไม่ได้หากเรามีการศึกษา เพื่อนำมาฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ จนเกิดเป็นทักษะเฉพาะตัวที่บ่งบอกการเป็นตัวเราได้อย่างชัดเจน หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้มีบุญเก่าหรือทักษะเก่าที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับตนเองได้ เพียงแค่ทำความเข้าใจ หมั่นศึกษาในสิ่งที่สนใจและฝึกฝนอยู่เรื่อยๆจนเกิดเป็นนิสัยส่วนตัว ก็จะสามารถส่งผลให้เราได้มีทักษะหรือวิธีการเฉพาะตัวที่สามารถสร้างคุณค่าหรือให้ประโยชน์กับตัวของเราได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในบางครั้งการที่เราจะมีหรือจะสร้างทักษะเฉพาะตัวสักอย่างที่โดดเด่นที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวเราได้นั้นทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเวลาหรือการฝึกฝนของตัวเราเอง เพราะการมีทักษะที่ถนัดหรือทำมันได้ดี ในบางครั้งบางสถานการณ์สิ่งเหล่านี้ก็จะสามารถเป็นแรงผลักดันหรือเป็นตัวช่วยที่จะทำให้งานนั้นๆ หรือสิ่งๆ นั้นสำเร็จได้และจะนำพาให้กับตัวเราไปพบกับความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้

ความปราถนา หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือความอยากได้ อยากมี คือการที่เรามีความต้องการหรือการที่อยากมีในสิ่งนั้นๆ แน่นอนว่าทุกคนบนโลกใบนี้ไม่มีใครไม่มีความต้องการ และแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป บางคนต้องการที่จะร่ำรวย บางคนต้องการที่จะมีเงินมีหน้ามีตาในสังคมหรืออีกหลายๆ อย่างที่เกิดจากความคิดความฝันของใครหลายๆคน แต่ก็ใช่ว่าที่เราคิดสิ่งที่เราฝันจะไม่สามารถเป็นจริงได้ หากเรามีการพัฒนาตนเองเองหรือลงมือทำเพื่อให้เกิดสิ่งๆนั้นขึ้นมา

ดังนั้นหากเรามีความต้องการที่อยากจะได้จะมี เราต้องลงมือทำในสิ่งๆนั้นให้เกิดเป็นนิสัย อย่างเช่น เราตั้งใจว่าจะสอบให้ได้ที่ 1 นั้นคือเราจะต้องอ่านหนังสือให้เป็นชีวิต แบ่งเวลาในการอ่านทบทวนให้ชัดเจน ฝึกวินัยในตนเองเพื่อที่จะได้สอบได้ 1 ตามที่เราคาดหวังไว้ นั้นก็เหมือนการที่เราอยากที่จะมีเงินทองมากมายและสิ่งที่จะทำให้เราได้มาก็คือการทำงาน และนอกเหนือจากการทำงานคือการอดออมเงิน จนเกิดเป็นนิสัย การหักห้ามใจในสิ่งที่ต้องการเพื่อมาทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ เพื่อสร้างนิสัยให้เรากลายเป็นคนในแบบที่เราอยากจะเป็นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราอยากจะมี

      เราจะเห็นได้ว่าในการสร้าง “อุปนิสัย” ให้กลายมาเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวของเราไปตลอดนั้น จะต้องใช้หลายๆอย่างเป็นส่วนประกอบให้สัมฤทธิ์ผล และการที่จะเกิดขึ้นได้เราจะต้องมีการหมั่นศึกษาและลงมือทำในสิ่งนั้นๆ จนให้เกิดเป็นนิสัยที่ติดตัวของเราไปตลอด ฉนั้นทางทีม trust vision จึงได้มีการจำแนกองค์ประกอบของคุณลักษณะอุปนิสัยตามแบบฉบับของเราเอง เพื่อที่จะได้ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านให้ได้มากที่สุด และไม่มีองค์ประกอบไหนที่สามารถเป็นตัวชี้วัดได้ว่าจะก่อให้เกิดการมีอุปนิสัยที่ดี เพราะในแต่ละเหตุการณ์ย่อมมีความแตกต่างของการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นบทความฉบับนี้ถือเป็นแนวทางการให้ความรู้เบื้องต้น ให้กับคนที่อยากจะเริ่มการสร้าง อุปนิสัย ที่ดีให้กับตนเองเพื่อที่จะได้สร้างความสำเร็จให้กับชีวิตของตนเองได้ และสร้างลักษณะเฉพาะตัวเพื่อให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่มีเฉพาะตัวของตัวตนของเราเอง.