คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ? เมื่อต้อง Work From Home

คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ? เมื่อต้อง Work From Home

ช่วงนี้สถานการณ์โควิด – 19 ในประเทศไทยระบาดอย่างหนัก จึงทำให้หลายองค์กรนั้นมีนโยบายให้พนักงาน  Work From Home  เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด – 19 นั่นเอง หลายคนอาจจะชอบกับการที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่รู้สึกในว่าการทำงานที่บ้านนั่นรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย จากปัจจัยหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น เนื่องจากลักษณะความเป็นอยู่ทางบ้านไม่เหมาะต่อการทำงาน ไม่มีโต๊ะทำงาน หรืออุปกรณ์ในการทำงานที่ขาดความพร้อม จึงส่งผลให้เกิดอาการเหล่านี้

เหงา / โดดเดี่ยว

หลายคนอาจไม่ชอบที่จะต้องทำงานคนเดียวที่บ้าน เพราะรู้สึกอึดอัด คับแคบ มองไปทางไหนก็เจอมุมเดิมๆ ไม่ได้พบปะเพื่อนร่วมงาน เกิดการพูดคุย เหมือนตอนอยู่ในออฟฟิต จึงส่งผลทางด้านความรู้สึกเป็นอันดับแรก ทำให้เกิดความเหงา รู้สึกขาดที่พึ่งเมื่อต้องการคำปรึกษาแบบเร่งด่วน หรือการพูดคุยในเรื่องทั่วๆไปเพื่อเป็นการผ่อนคลาย เมื่อสถานการณ์บังคับให้เราต้องปฏิบัติแบบนี้ อาการเหล่านี้จะค่อยๆมีผลกระทบต่อเราเองเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเราปล่อยไว้ นานๆโดยไม่หาสิ่งอื่นมาทดแทน หรือแก้ไข นั่นอาจเป็นฉนวนสำคัญที่ทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัวได้

วิธีการสังเกต ต้องเริ่มสังเกตตัวเราเองก่อนว่า ตัวเราสามารถปรับตัวกับการทำงาน WFH ได้ดีแค่ไหน เรามีอาการเหงา อาการรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ หรือเราแค่ยังไม่คุ้นชินกับรูปแบบการทำงานแบบนี้ อย่างเพิ่งกังวลใจไป ลองค่อยๆปรับวิธีดู ถ้าเรารู้สึกโหยหาเพื่อนคุย ที่ปรึกษา รู้สึกเบื่อ ทำงานแล้วอาจไม่มีความสุข ให้ลองตั้งกรุ๊ปคอล ที่ทำงานขึ้นมา กำหนดว่าวันนี้ต้องทำอะไรให้เสร็จบ้าง แบ่งงานกันแล้วลุยกันเลย ความเหงาเกิดจากสภาพจิตใจ ซึ่งเกิดจาก Heart ก็คือความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจ ในการใช้ชีวิต ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนมุมมองให้โฟกัสในตัวงานที่จะต้องทำในแต่ละวันขึ้นมาเสียก่อนว่างานไหนต้องเสร็จให้ทันเวลา แต่ถ้าเราไม่โฟกัสกับงานเลย ความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยวมันจะทำงาน และเสียการเสียงานทันที

ดังนั้น เราจะแก้ไขโดยการใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน เมื่อเกิดปัญหาเรื่องงานให้รีบโทรหาหัวหน้างานขอคำปรึกษาอย่าทิ้งไว้นาน เพื่อที่เราจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อเกิดปัญหา และแก้ไขได้ทันท่วงที

รู้สึกไม่มีเวลาส่วนตัว

        หลายคนบ่น เมื่อทำงานที่บ้านมักจะจัดการเวลาไม่ได้ จึงรู้สึกว่าไม่มีเวลาส่วนตัวเลย เพราะเมื่อช่วงเวลาที่เราไม่ได้ Work From Home เราจะรู้สึกว่าบ้านคือสถานที่พักผ่อน และออฟฟิศ คือสถานที่ทำงาน แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน แต่เมื่อเราได้ Work From Home ได้ทำงานที่บ้านแล้วเรามักรู้สึกว่าเราอยู่กับงานตลอดเวลา ไม่มีเวลาส่วนตัวเลย และไม่สามารถ work life balance การทำงานได้อย่างลงตัว เพราะฉะนั้น จะทำให้เรามีปัญหาด้านจิตใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน

วิธีสังเกต คือเรามักคิดว่า WFH ทำช่วงไหนก็ได้ไม่มีใครเห็น แต่ลืมคิดไปว่าเรากำลังเสียเวลาส่วนตัวโดยใช่เหตุ นั่นเพราะถ้าเราไม่จัดสรรเวลางานในช่วงเวลาที่กำหนด งานในแต่ละวันก็จะไม่เสร็จตามกำหนด ต้องกินเวลาพักผ่อนของเราไปเรื่อยๆจนกว่างานจะเสร็จสิ้นสุดท้ายอาจกลายเป็นผลเสียต่อตัวเราเองได้เพราะเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ

ดังนั้น เราจึงต้องจัดสรรเวลาในการทำงานให้ชัดเจน ทำให้เหมือนเราไปทำงานที่ออฟฟิศ เมื่อถึงเวลาพักก็ต้องพัก ต้องผ่อนคลาย ถึงเวลารับประทานอาหารก็ต้องให้ร่างกายได้รับอาหารตรงเวลา ถึงเวลาเลิกงานก็ต้องเลิกงาน และที่สำคัญถ้าเป็นไปได้ควรจัดห้องทำงานให้เป็นสัดส่วน แยกห้องทำงานกับห้องพักผ่อนให้อยู่คนละส่วนกัน เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกว่าเรานั้นทำงานตลอดเวลานั่นเอง

พักผ่อนไม่เป็นเวลา

        เมื่อ Work From Home หลายคนไม่สามารถแยกเวลาพักผ่อนกับเวลางานได้เลย เพราะบางครั้งงานเร่งรีบ ลูกค้าขอด่วน ต้องรีบปิดโปรเจค ยิ่งคนที่บ้างานหน่อยไม่มีภาระอื่นก็ใส่สุดแรง ทำงานห้ามรุ่งห้ามค่ำ หรือในบ้างคนก็ทำงานเวลาพัก พักเวลาทำงาน ซึ่งแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพของเราแน่ ๆ เพราะจะทำให้ร่างกายเราอ่อนเพลียเพราะพักผ่อนไม่เป็นเวลา และรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา เกิดความเครียดสะสม อาจทำให้เราเจ็บป่วยย่ำแย่ได้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ การพักผ่อนเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เราไม่ควรมองข้าม

วิธีการสังเกต คือเรา WFH โดยไม่เน้นพัก คือทำงานตลอดเวลา ช่วงแรกๆก็สามารถทำได้ แต่นานไปร่างกายจะเริ่มแสดงออกมา ยิ่งทำให้เราสร้างสรรค์งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควรแล้ว สุขภาพยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ควรหยุดพักเมื่อร่างกายไม่ไหว หันมามีเวลาให้ตัวเองทำในสิ่งอื่นๆบ้าง

ดังนั้น เราต้องแบ่งเวลาการทำงาน และการพักผ่อนให้ดี เพื่อที่จะไม่กระทบต่อร่างกายของเรา ถ้าร่างกายของเราเจ็บป่วย ก็จะส่งผลต่อการทำงานของเราอย่างแน่นอน ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานก็จะลดลงด้วยเนื่องจากร่างกายของเราไม่พร้อมในการงาน

ขี้เกียจ / โรคอ้วน

         หลายคนเมื่อทำงานแบบ Work From Home ก็อาจจะทำงานจนลืมเวลา ขี้เกียจลุกจากที่ทำงานเพื่อไปหาของรับประทานเรียกได้ว่าทำงานไป กินไปด้วยเลยก็ว่าได้ หรืองานกำลังเร่งถึงตอนพักเที่ยงก็ไม่พักขอเร่งงานให้เสร็จก่อน เลยเลือกไปกินช่วงมื้อเย็นแทนจึงทำให้ช่วงเย็นเราจะกินอาหารเยอะมากกว่าปกติ ด้วยอาการหิวหน้ามืดตาลาย กินไม่ยั้ง เพราะว่าเวลาปกติเราไม่ยอมกินอาหารให้ตรงเวลา การที่เรากินอาหารในช่วงเวลาเย็นเป็นจำนวนมากๆ ยิ่งทำให้เราเกิดโรคอ้วนได้ง่ายมาก เพราะโดยปกติคนเราเมื่อกินอาหารเย็นเรียบร้อย ก็จะไม่ได้ออกกำลังกาย จะนอนหลับพักผ่อนทันที จึงทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ทำงาน การเผาผลาญของร่างกายไม่ทำงาน นอกจากโรคอ้วนแล้วยังเกิดเป็นกรดไหล่ย้อนได้อีกด้วย

วิธีสังเกต คือเราต้องแบ่งเวลาการกินอาหารให้ชัดเจนเช้ากลางวัน เย็น ไม่ควรทำงานไปด้วยและกินไปด้วย นั่งทำงานนานๆลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เมื่อเลิกงานควรออกกำลังกายพอเหมาะพอควร เพื่อปรับสมดุลร่างกายให้มีความพร้อมต่อการทำงานในวันต่อไป

ดังนั้น ถ้าร่างกายเราไม่สมบูรณ์พร้อมในการทำงานก็จะส่งผลต่อการทำงานตามด้วย เราจึงต้องดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่เบียดเบียนร่างกายตัวเอง สร้าง work life balance ในการทำงานให้ได้ หาเครื่องมือในการเตือนเวลาว่าถึงเวลาพัก ถึงเวลารับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา

ไม่อยากทำงาน

         หลายๆ คน เมื่อได้ Work From Home ไปนานๆ ต้องทำงานคนเดียวอาจทำให้หลายคนเกิดความเบื่อหน่าย จากการที่ไม่มีที่ปรึกษาในช่วงเวลาที่ต้องการ อาจจะมาจากเนื้องานที่ได้รับมอบหมาย หรือการที่ต้องอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่มีที่ระบายในเรื่องงาน เกิดเป็นความเครียดสะสมอย่างไม่รู้ตัว  จึงทำให้ไม่อยากทำงาน เพราะไม่มีสิ่งเร้าในการทำงาน ไม่มีแรงกระตุ้นจากหัวหน้างาน ทำงานตามหน้าที่ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าไม่ท้าทายสำหรับตัวเอง 

วิธีสังเกต ทำงานไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร รู้สึกหลงทางจับต้นชนปลายไม่ถูก เบื่อๆ เซ็งๆ เริ่มมีมีทัศนคติเชิงลบต่อความสามารถในการทำงานของตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในความสำเร็จ ที่เรามักเรียกกันว่า อาการ Burnout syndrome

ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเกิดมาจากความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของเราเอง จึงจำเป็นต้องหาทางออกให้กับตัวเองอย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับเรื่องแบบนี้นานๆ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลจิตใจของเราให้ดี เมื่อเรารู้ว่าเราไม่เหมาะกับการอยู่คนเดียวนานๆ ก็ต้องวิดีโอคอลหาเพื่อนร่วมงาน โทรหาหัวหน้างานเพื่อขอคำปรึกษาในส่วนของเรื่องงาน หรือถ้ามีเวลาควรออกไปข้างนอกเพื่อพักสายตา หรือไปช้อปปิ้งเพื่อให้ผ่อนคลายจากความเครียด หรือหาเป้าหมายในชีวิตที่ทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง

อาการเหล่านี้เกิดมาจากปัจจัยหลักในมิติ 4 ประการ ก็คือ Body, Mind, Heart, Spirit ที่มีผลต่อการทำงาน และการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เราจึงควรรักษาและดูแลมิติ 4 ประการของเราให้สมบูรณ์อยู่เสมอ ให้พร้อมต่อการทำงานอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงที่เรา  Work Form Home นั้นก็คือ Heart เราต้องมั่นดูแลรักษาสภาพจิตใจของเราให้ดีต่อเนื่อง เพราะเมื่อใดที่ สภาพจิตใจเราแย่ เมื่อนั่น ร่างกาย ความคิด เราก็จะแย่ตามไปด้วย

Body Mind Heart และ Spirit กับการทำงาน

มิติ 4 ประการ

มิติ 4 ประการ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แล้วทำไมหลักการนี้จึงมีความสำคัญและเชื่อมโยงกับการทำงานของเรา
มาดูกันว่ามิติ 4 ประการที่ประกอบไปด้วย Body , Mind , Heart และ Spirit ทั้ง 4 คำนี้ มีความหมายและมีหลักการทำงานอย่างไร

Body

คือ ร่างกายของเรา แล้วทำไม Body ถึงได้เป็นปัจจัยหลักสำคัญกับการทำงาน ก็เพราะว่าถ้าเรามี ร่างกายที่สมบูรณ์ พร้อมต่อการทำงานเสมอเราก็จะมีความพร้อมในการทำงานที่เต็มประสิทธิภาพ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราเริ่มไม่สมบูรณ์ เช่น ปวดหัว ตัวร้อน ก็จะส่งผลให้การทำงานของเราแย่ลง หรือแม้แต่การที่เราเดินทางมาทำงานจากระยะทางไกลๆ นั่งรถนานๆ ก็อาจจะทำให้เราอ่อนล้า เมื่อยล้า หรือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และการทำงานของเราอีกด้วยเช่นกัน กลายเป็นว่าวันนึงเราต่างทำงานหนักเพื่อนำเงินที่ได้นั้นมารักษาตัวของเราเอง

ในการใช้ชีวิต และการทำงาน เราต่างต้องการให้ร่างกายเรานั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อที่เราจะสร้างประสิทธิผลให้งานได้ แต่หากร่างกายเราอ่อนแอ หรือเจ็บป่วยขึ้นมา มันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และคุณภาพงานของเราโดยตรง การรักษาสุขภาพร่างกายให้ปกติเป็นสิ่งแรกที่ไม่ควรมองข้าม

ดังนั้น เราต้องฝึกฝนด้านกายภาพ ให้ร่างกายของเราแข็งแรงเพื่อการทำงานได้ดี และมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ โดยการสร้างวินัยในการออกกำลังกาย เช่นการหากิจกรรมกีฬาต่างๆ เข้าฟิตเนส วิ่ง ฯลฯ ในวันหยุด หรือหลังเลิกงาน กินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ และต้องหาวิธีจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นให้ได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลงที่ชอบ ท่องเที่ยว หางานอดิเรกทำเพื่อลดความเครียดที่ส่งผลต่อร่างกาย และสร้างประโยชน์ต่อตัวเราเอง

Mind

คือ ความคิด ทัศนคติ  รวมไปถึงความรู้ในงาน ด้านสติปัญญา ลองคิดดูว่าถ้าวันไหนเรามีความคิดที่เป็นลบ ทัศนคติที่แย่ลง ทำงานไม่ได้ ความรู้ไม่เพียงพอ จะเกิดผลกระทบต่อการทำงานมากแค่ไหน นั่นยิ่งเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เราขาดความมั่นใจในการทำงานทันที เพราะว่าถ้าเราไม่มีความรู้ที่พร้อมในงาน เราก็จะทำงานแบบกดดัน งานออกมาผิดพลาด และเครียดเมื่อเจอปัญหาในงานที่ต้องแก้ไขจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เจอได้เพราะความรู้ในงานไม่เพียงพอ ยิ่งส่งผลต่อด้านความเครียดมากขึ้นมาเท่านั้น เราต้องหาวิธีพัฒนา Mind อยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อโลกการทำงานในปัจจุบัน

ความคิด ความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างยิ่ง เราต้องขัดเกลาในสิ่งที่ไม่รู้ ให้มีความรู้เท่าทัน ทั้งในความคิดเรา และในงาน งานที่ดีจะเกิดขึ้นมาได้ โดยไม่มีความรู้เลยเป็นไปไม่ได้ งานที่ดีมีคุณภาพต้องอาศัย Mind ที่ดีเท่านั้นในการใช้ชีวิต และการทำงาน

ดังนั้น ความรู้ และทักษะต่างๆ ที่ทำให้เราพัฒนาด้าน Mind ให้เก่งขึ้น ให้ดีขึ้นได้นั้น เราต้องหาวิธีการพัฒนาความรู้ และทักษะขึ้นมาก่อนแล้วเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นอันดับแรกจากเข้าใจง่ายๆไปจนถึงยากๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจในงาน การเข้าหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะในการทำงาน การใช้ชีวิต ทั้งด้านวิธีคิด วิธีปฏิบัติ หรือเปรียบเทียบจากกรณีศึกษาของคนอื่นๆ ทั้งที่เป็นคนเก่ง หรือคนที่เรานิยมชมชอบ และคนที่ไม่เก่ง เพื่อที่จะได้เรียนรู้เขาเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่เราสามารถแยกแยะสิ่งใหม่ๆ จากกรณีเหล่านี้ได้นั่นเอง

Heart

คือ จิตใจ หัวใจ สภาพจิตใจ ความรู้สึก การที่เราจะมี Heart ในการทำงานที่ดีนั้นก็จะต้องอาศัยพลังความสุขที่ดี กับงาน กับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกัน  ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทำงานของเรา มันจำเป็นต้องมีความสุข เพราะนั่นจะเป็นการพิสูจน์ว่าผลงานที่เราทำออกมาจะมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ ความสุขทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากจะมาทำงานทุกวัน และเรารู้สึกถึงคุณค่าในงานที่ทำ

ความรู้สึก นึกคิด จิตใจ ในการใช้ชีวิต หรือการทำงานจำเป็นต้องใช้จิตใจที่ดี เพื่อตระหนักรู้ว่าสิ่งไหนมีคุณประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่น เพื่อให้งานที่ออกมานั้นมีความสมบูรณ์ หากตัวเราปราศจากจิตใจที่ดีงาม งานที่ออกมานั้นก็จะตรงกันข้ามทันที จิตใจที่มีคุณค่าจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเราเสมอ

ดังนั้น การที่เราจะมี Heart ในการทำงานที่ดีได้นั้นก็จะต้องอาศัยการพิจารณาในหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องกัน เชื่อมถึงกัน เช่น Body และ Mind ด้วย เพราะถ้าเรามีร่างกายที่ดี มีความคิดและทัศนคติ ความรู้ในงานที่ดีก็จะส่งผลให้ Heart ของเรามีความแข็งแรง  แข็งแกร่ง สามารถสร้างเกราะป้องกันตัวเองไม่ว่าจะพบเจอกับปัญหา หรือพบเจอสถานการณ์ใดก็ไม่หวั่นต่อสิ่งเร้าเหล่านั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับทัศนคติ และลดความกดดันที่มีต่อการทำงานลงเพราะมันจะมีผลต่อสุขภาพด้านจิตใจ และประสิทธิภาพในการทำงานของเรานั่นเอง เราสามารถสร้าง Heart ให้ดีได้โดย อ่านหนังสือสร้างพลังใจ หาที่ปรึกษาที่ดี มองโลกในแง่บวกยิ่งขึ้น เพื่อสร้างพลังความสุข

Spirit

คือ จิตวิญญาณ ก็คือการที่เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำมีค่ามีความหมายกับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน มองเห็นถึงความหมายของชีวิตในการทำงาน Spirit จะหมดก็ต่อเมื่อเราได้รับผลกระทบมาจาก Body Mind Heart ถ้าองค์ประกอบทั้งหมดนี้ไม่พร้อม หรือขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแน่นอนว่าจะต้องส่งผลต่อ Spirit ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย การสูญเสีย Spirit ด้านการทำงานคือ รู้สึกโดดเดี่ยว มองไปทางไหนก็ไร้ทางออก สติ อารมณ์ไม่ปกติ แก้ปัญหาไม่ได้เลย เลือกที่จะหลีกหนีมากกว่าเข้าไปปะทะ มันส่งผลเสียต่อตนเอง และส่งผลต่องานอย่างแน่นอน

ในการใช้ชีวิต หรือการทำงานในบางงานจำเป็นต้องถ่ายทอดความเป็นจิตวิญญาณของเราลงไปเพื่อส่งผลต่อคุณภาพของงาน หรือคุณค่าต่อตนเอง ในการทำงานที่ขาดจิตวิญญาณนั้นเปรียบเสมือนเราหลงทาง ขาดที่พึ่งในจิตใจ จนมองไปทางไหนก็หดหู่ จงหมั่นเติมเชื้อไฟให้จิตวิญญาณของเราเสมอ เพราะมันส่งผลต่อความเชื่อต่อตนเอง และสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับบุคคลอื่นได้

ดังนั้นด้านการสร้างจิตวิญญาณต่อตนเอง ต่องาน และต่อผู้อื่น เราจะต้องสร้างจิตวิญญาณขึ้นมาใหม่อย่าปล่อยให้ไฟใกล้มอดเกิดขึ้น ไม่งั้นสังคมการทำงานจะกลายเป็นสังคมที่มี คนหลงทาง ขาดที่พึ่ง และพ่ายแพ้ไปในที่สุด การสร้างนั้นทุกคนต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ และหลักการของสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้เข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วนำมาพิจารณา และปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่องาน ต่อผู้อื่นได้ ถึงจะเรียกว่ามี Spirit

เราต้องดูแล Body Mind Heart และ Spirit ให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพื่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพเสมอ ยิ่งถ้าเราต้องการเป็นคนที่มีศักยภาพ

ในการทำงานสูงสุด เราต้องรักษาองค์ประกอบของทั้ง 4 ข้อนี้ให้อยู่ในสภาพ

ที่สมบูรณ์ ไม่สามารถขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้เลย

Mindset มีอิทธิพลต่อการทำงานของเราอย่างไร ?

ความคิด มีอิทธิพลต่อการทำงานของเราอย่างไร ?

Mindset คือ กรอบความคิดของแต่ละบุคคล หรือจะอธิบายให้เข้าใจได้ลึกมากยิ่งขึ้นก็คือ ทัศนคติ และวิธีการคิด หรือความเชื่อส่วนบุคคล ที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของบุคคลนั้นๆได้ เช่น บางคนมีจุดเริ่มต้นในชีวิตที่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว การมีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าบุคคลนั้นจะต้องประสบความสำเร็จเหมือนกันเสมอไป เป็นเพราะว่าแต่ละคนมี Mindset การใช้ชีวิต การตัดสินใจในแบบของตนเอง  ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตนั้นขับเคลื่อนไปในจุดที่ไม่เหมือนกัน

กรอบความคิด ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้วิธีการคิดของคนๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไป อาจจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลงก็ได้ ซึ่งจะมีสถานการณ์ที่เข้ามาเป็นตัวกำหนด เรียกง่ายๆว่าเป็นสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบความคิด และจิตใจ ส่งผลให้เราต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างในเวลานั้น  Mindset ของคนเรานั้นยังสามารถติดต่อกันได้ จากผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา สถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตเรา สามารถมีอิทธิพลต่อ Mindset ของเราได้ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกรอบความคิดได้ตลอดเวลา เหมือนผู้มีอิทธิพลต่อจิตใจของเรานั่นเองเพราะ Mindset เกิดจากภายใน โดยมีสิ่งเร้าจากภายนอกเข้ามาเปลี่ยนแปลง.

กรอบความคิด (Mindset) ได้ถูกจำแนกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ Growth Mindset กับ Fixed Mindset

Growth Mindset

         บุคคลที่มี Growth Mindset  จะมีความคิดและทัศนคติเชิงบวก มีความยืดหยุ่นตลอดเวลา มีความเชื่อที่ว่าความรู้ความสามารถนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ดีได้ยิ่งขี้นได้ เนื่องจากเป็นคนที่กล้าเสี่ยง ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง มองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียน และสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิมได้ มองว่าความสำเร็จทั้งหมดจะมีได้ต้องเกิดจากความพยายาม ทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้เมื่อได้รับงานมาสักงาน เขาจะทุ่มเทและหาวิธีการจัดการเพื่อให้งานสำเร็จ จะไม่ย่อท้อต่อให้มีงานยากสักแค่ไหน ” มองเห็นความเจริญเติบโตเป็นที่ตั้ง และจะไม่หยุดพัฒนา “

Growth Mindset  Character

  • ความรู้ ความสามารถ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ดีขึ้นได้
  • ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงเพราะคิดว่าจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด
  • ความสำเร็จทั้งหมดจะมีได้ต้องเกิดจากความพยายาม
  • มีความเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อว่าเราทำได้ไม่ว่างานไหนก็สบายจัดการได้หายห่วง
  • เชื่อว่าทุกอย่างสามารถพัฒนาและเกิดขึ้นได้หากมีการเรียนรู้และพร้อมที่จะพัฒนา
  • มองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียนและเป็นประสบการณ์
  • ทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
  • มีความคิดและทัศนคติเชิงบวกและมีความยืดหยุ่นตลอดเวลา

Fixed Mindset

           บุคคลที่มี Fixed Mindset  มักคิดว่าตนเองทำไม่ได้ สิ่งที่เป็นอยู่นั่นดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่ม กลัวการเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับความคิด และทัศนคติเดิมๆ ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กลัวความผิดพลาดไม่กล้าที่จะเสี่ยง มีความคิดว่าความฉลาด และพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ตายตัวไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ มองว่าความผิดหวัง และความผิดพลาด คือการที่ตัวเองไม่มีความสามารถ อาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นคนที่ติดอยู่ใน Comfort zone ไม่กล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมๆ แต่คนจำพวกนี้เขาก็ยังสามารถปฎิบัติงานได้ดี เพราะเขาจะมีความเก่งเฉพาะในสายงานที่เขามีความรู้อยู่แล้ว แต่การเจริญเติบโตด้านต่างๆจะเป็นไปอย่างช้าๆนั่นเอง

Fixed Mindset Character

  • กลัวการเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะขาดความมั่นใจในตนเอง
  • ชอบยึดติดกับความคิดเดิมๆ กรอบความคิดและทัศนคติเดิมๆ
  • ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง กลัวความผิดพลาดไม่กล้าเสี่ยง
  • มีความคิดที่ว่าความฉลาดและพรสวรรค์เป็นของตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
  • มองว่าความผิดหวัง และความผิดพลาดคือการไม่มีความสามารถของตนเอง
  • มีความคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ กลัวหน้าแตก กลัวเหนื่อย
  • ชอบคิดว่าสิ่งที่ทำไม่คุ้มกับค่าเหนื่อยของตนเอง

 ในแต่ละบุคคลนั้นอาจจะมี Growth Mindset ในเรื่องงาน  แต่ก็ Fixed Mindset ในเรื่องส่วนตัว ซึ่งการจัดการของแต่ละบุคคลส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในชีวิต ในแต่ละเหตุการณ์ที่ได้เจอเป็นตัวกำหนดให้เราได้ใช้ความคิดเพื่อตัดสิน การที่คนเรามี Growth Mindset หรือ Fixed Mindset  ในการใช้ชีวิตก็ไม่ได้แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นคนดี หรือ เป็นคนที่ไม่ดี แต่เราพูดถึงในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และเจริญเติบโตก้าวหน้านั้น จำเป็นต้องอาศัย Growth Mindset ในการขับเคลื่อนนั่นเอง

ถ้าเราอยากทำสิ่งใหม่ สิ่งที่ใหญ่เกินตัวต้องอาศัยทั้งแรงกาย แรงใจ สุดท้ายต้องอาศัย กรอบความคิด และทัศนคติที่ดีด้วยเช่นกันเพื่อสร้างประโยชน์ให้งาน และสร้างคุณค่าให้ตนเอง.

คนเก่ง กับ คนทำงานเก่ง

ถ้าต้องให้เลือกทำงาน ระหว่าง คนเก่ง & ทำงานเก่ง 

ถ้าจะให้เลือกระหว่างคนเก่ง กับ คนทำงานเก่ง จะเลือกแบบไหน ?
หลายคนอาจจะคิดหนักกับคำถามนี้ใช่ไหม ในบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Character หัวข้อ ” คนเก่ง กับ คนทำงานเก่ง “

คนเก่ง

          คนเก่งในที่นี้ ก็คือ คนที่มีพื้นฐานเข้าใจ และวิเคราะห์กระบวนการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องอธิบายงานเรื่องเดิมซ้ำๆ เพราะคนกลุ่มนี้จะมีพื้นฐานความฉลาดที่ดีอยู่แล้ว เขาจะใช้ระยะเวลาทำงานที่รวดเร็วและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะพวกเขาจะมีวิธีการประยุกต์ความรู้ที่แปลกใหม่ และสามารถหาวิธีการทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่ในที่นี้ คนเก่งก็สามารถแยกได้หลายประเภท ทั้ง คนเก่งที่ทำงานเก่ง และ คนเก่งที่ทำงานไม่เก่ง แต่ละประเภทแตกต่างกันออกไปมีทั้งข้อดีข้อเสียอยู่ที่มุมมองของแต่ละบุคคล เราได้จำแนกคนเก่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ

  • คนเก่งที่ทำงานเก่ง คนกลุ่มนี้แน่นอนว่าถ้าเราได้ร่วมงานกับคนที่ทั้งเก่งและทำงานเก่งองค์กรของเราจะสมบูรณ์แบบแค่ไหน เพราะคนกลุ่มนี้จะมีความเพียบพร้อมทั้งความฉลาดและความขยันเขาจะเป็นคนที่มีไฟในการทำงานอยู่ตลอดเวลาสามารถเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว และยังมาพร้อมกับความขยันของพวกเขาแล้ว แน่นอนว่าผลงานที่ตามมาจะต้องมีความ Perfect อย่างแน่นอน
  • คนเก่งที่ทำงานไม่เก่ง และแน่นอนว่ามีคนเก่งที่ทำงานเก่งเราก็ต้องมาพร้อมกับคนที่เก่งแต่ทำงานไม่เก่ง คนเก่งแต่ทำงานไม่เก่งเราสามารถพบเห็นได้ไม่น้อยเลยทีเดียวไม่ว่าจะใน  สังคมการเรียนหรือแม้สังคมการทำงานคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่เก่งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนแผนงานจากงานที่ยากให้เป็นงานที่ง่าย แต่ถ้าหากคนกลุ่มนี้ได้มีการวางแผนการทำงานดีๆ  แล้วก็จะสามารถผลิตผลงานที่ดีได้ไม่น้อย แต่พวกเขาจะไม่ชอบลงมือปฏิบัติเอง 

คนทำงานเก่ง

           คนทำงานเก่งในที่นี้ คือคนที่ไม่ใช่คนที่ไม่มีความสามารถ ไม่ใช่คนที่ไม่เก่ง แต่คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีทักษะในการเรียนรู้ที่ปานกลาง และใช้เวลาในการทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ  หากทำงานกับคนกลุ่มนี้อาจต้องอธิบายในเรื่องเดิมซ้ำๆ หลายรอบ แต่พวกเขาจะเป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา คนกลุ่มนี้จะไม่มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็ว  แต่พวกเขาจะมีความมุ่งมั่นในการทำงานที่สูง เอาการเอางานไม่กลัวต่ออุปสรรคที่พบเจอระหว่างการทำงาน แต่ระยะเวลาในการผลิตผลงานในแต่ละชิ้นอาจจะใช้เวลาในการผลิตที่มากขึ้น แต่รับรองเลยว่าผลงานที่ผลิตออกมาก็มีประสิทธิภาพที่ดีไม่แพ้กัน เราได้จำแนกประเภทของกลุ่มคนเหล่านี้เป็น 2 ประเภท คือ

  • คนไม่เก่งแต่ทำงานเก่ง เมื่อพูดถึงคนไม่เก่งแต่ทำงานเก่ง คำว่าคนไม่เก่งในที่นี้อาจจะหมายถึงการที่เป็นคนเรียนรู้งานได้ช้า เข้าใจอะไรในงานได้ยากแต่พวกเขาเหล่านี้มีความขยันเป็นทุนเดิมของชีวิตอยู่แล้วในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าหรือองค์กรอาจจะต้องมองหาถึงจุดอ่อนในเรื่องนั้นๆ ของเขาเพื่อทำความเข้าใจและฝึกฝนพวกเขาในเรื่องนั้นๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ทำงานเก่งแน่นอนว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้ได้และยังสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยหากเราเปิดใจยอมรับในตัวพวกเขาเท่านั้นเอง
  • คนไม่เก่งและทำงานไม่เก่ง แน่นอนเมื่อพบเจอคนไม่เก่งแต่ทำงานเก่งก็จะต้องเจอคนไม่เก่งและทำงานไม่เก่ง ถ้าเจอคนกลุ่มนี้เราจะปวดหัวแค่ไหนเราจะทำงานร่วมกับเขาได้ไหม คำตอบคือ ได้ เพราะคนกลุ่มนี้จะควบคุมการทำงานได้ง่ายสาเหตุมาจากการที่เขาไม่รู้อะไรเลยสั่งการได้ง่าย คนกลุ่มนี้เน้นรับคำสั่งมาก่อน จะทำอะไรที่ง่ายๆ งานอะไรที่ง่ายๆ ขั้นตอนการเรียนรู้ไม่เยอะเพราะพวกเขาเหล่านี้มองเห็นเพียงแค่การทำตามคำสั่งเท่านั้นเอง 

D I S C คืออะไร ?

WHAT’S D I S C

DISC MODEL ถือว่าเป็นศาสตร์แห่งการศึกษาด้านพฤติกรรมของมนุษย์โดยถูกเริ่มทำการศึกษาโดยนักจิตวิทยาอย่าง ดร.วิลเลียม มาสร์ตัน DISC จึงถูกจำแนกออกเป็นชุดพฤติกรรมถึง 4 รูปแบบโดยที่ D = (Dominance), I = (Influence), S = (Steadiness) และ C =(Compliance) ศาสตร์ทางจิตวิทยาอย่าง DISC ถือเป็นศาสตร์ในการใช้วัดหรือทำความเข้าใจในตัวของบุคคล
ในแต่ละบุคคลเพื่อทำการวัดและสังเกตพฤติกรรมการทำงานของพวกเขาเหล่านั้นและถือเป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงผู้คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นทางด้านพฤติกรรม ด้านบุคลิกภาพ และนิสัยใจคอ
ในการศึกษาทางด้าน DISC ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาในหลายๆองค์กรที่จะนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน และรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละบุคคลเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือที่จะทำให้หัวหน้าทำงานร่วมกับลูกน้องที่มีความหลากหลายทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกันของไปของแต่ละคน แต่ในบางบุคคลก็มีส่วนผสมในตัวของชุดพฤติกรรมที่ปะปนกันไปตามลักษณะนิสัยทางด้านอารมณ์ ความคิด และทัศนคติ โดยทั้ง 4 รูปแบบมีจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละลักษณะที่แตกต่างกันออกไปไม่มีหลักเกณฑ์ใดที่สามารถบ่งบอกได้ว่ารูปแบบใดมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด  ดังนั้นเราจะมาพูดถึงลักษณะชุดพฤติกรรมหลักๆทั้ง 4 รูปแบบว่าในแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างถึงจุดเด่นอะไรบ้างแล้วถ้านำลักษณะนิสัยของคนทั้ง 4 กลุ่มมาวิเคราะห์จะมีลักษณะนิสัยคล้ายกับสัตว์ชนิดใดบ้าง เรามาลองวิเคราะห์กันดูดีกว่าค่ะ

Dominance

ลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เน้นผลลัพธ์มากกว่าสนใจในขั้นตอน ใจร้อน เป็นคนตรงไปตรงมาไม่ชอบอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ ชื่นชอบความท้าทาย รักในการมีอิสระ คิดเร็วทำเร็วถ้าตัดสินใจที่จะทำอะไรก็จะลงมือทำทันทีมีนิสัยที่ใจร้อนบางครั้งถือเป็นคนพูดขวัญผ่าซากการทำงานของคนกลุ่มนี้ไม่ชอบการถูกบังคับหรือถูกแทรกแซงจากงานที่เขานี้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะเขาจะรู้สึกอึดอัดและหงุดหงิดเวลาที่ถูกบังคับในการทำงาน พวกเขาเหล่านี้จะชอบความท้าทายในงานที่มีการแข่งขันสูงเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนเน้นถึงผลลัพธ์ได้มากกว่า  คนกลุ่มนี้มักจะถูกมองจากคนภายนอกว่าเป็นคนที่อารมณ์ร้อนโกรธง่าย เบื่อง่าย ยึดถือตัวเองเป็นที่ตั้งไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีนิสัยแข็งกร้าว แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาเหล่านี้เพียงแค่คำนึงถึงเป้าหมายที่ตนเองคาดหวังและผลสำเร็จจากการทำงานที่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงลงมือทำเท่านั้นเอง 

” ลักษณะนิสัยของคน Dominance จะมีนิสัยคล้ายกับ “สิงโต” เพราะมีนิสัยที่กล้าหาญ ฉลาด แข็งแกร่งมีความมั่นใจในตัวเองสูง
ไม่หวาดกลัวต่อการเผชิญกับปัญหาที่เข้ามา พวกมันจะใช้ชีวิตไปด้วยความมุ่งมั่นและเร่งรีบ เพราะจะไม่มาทนต่อเรื่องไร้สาระอะไรทั้งสิ้น “

Influence

ลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ช่างพูดช่างเจรจา ชอบการได้พบปะผู้คนหรือเข้าร่วมสังคมใหม่ๆ ไม่เกรงกลัวต่อปัญหา มักเป็นคนที่ชอบเป็นจุดสนใจของคนหมู่มาก มีความเป็นตัวเองสูง พวกเขาจะชอบมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเขาเอง ไม่ชอบอะไรที่เป็นระเบียบหรืออยู่ในกรอบตลอดเวลา เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ไม่ชอบที่จะต้องเจอหรือทำอะไรที่ซ้ำซาก 

…ส่วนสไตล์การทำงานคนกลุ่มถือเป็นคนที่ชอบเน้นการสร้างบรรยากาศในการทำงาน เป็นที่รักของคนอื่นๆ ในทีม รู้จักสนิทสนมกับคนอื่นๆ ได้ง่ายเพราะเป็นคนที่ชอบการเจรจาและชอบกรเข้าสังคม ชอบการทำงานที่มีความแปลกใหม้อยู่ตลอดเวลาชอบงานที่สามารถระดมความคิดใหม่ๆ ได้อย่างไม่น่าเบื่อเพราะพวกเขาเป็นคนที่เบื่อหน่ายอะไรได้ง่ายๆ และพวกเขาไม่ชอบการทำงานประจำ ไม่ชอบงานที่สร้างความจำเจในรูปแบบของการทำงานหรือมีกฎเกณฑ์ที่มากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาเหล่านี้ถูกจำกัดตารางเวลาที่ชัดเจนเขาจะรู้สึกอึดอัด รวมถึงเมื่อไหร่ที่ไม่ถูกมองว่าเป็นจุดสนใจ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถบั่นทอนจิตใจของคนเหล่านี้ได้มากเลยเช่นกัน.

” ลักษณะนิสัยของคน Influence จะมีนิสัยคล้ายกับ “นกยูง” เพราะมีลักษณะนิสัยที่ชื่นชอบการอยู่ในหมู่สังคม ชอบการเป็นที่สนใจของผู้อื่น ต้องการเป็นที่ยอมรับ นกยูงจะเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการช่วยระดมความคิดและ การหาไอเดียใหม่ๆ “

Steadiness

ลักษณะนิสัยของชาว S ต้องยอมรับเลยว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความเป๊ะอยู่ตลอดเวลา เป็นคนมีความเสมอต้นเสมอปลาย รอบคอบ ใจเย็นรักความสงบเป็นที่สุด เป็นกลุ่มคนที่มีความถ่อมตัว ชอบในการเป็นผู้ฟังมากกว่าเป็นผู้ถามแต่คนกลุ่มนี้ก็สามารถพูดหรือตอบคำถามได้อย่างดีเมื่อถูกตั้งคำถาม 
…ส่วนในเรื่องพฤติกรรมการทำงานของคนกลุ่มนี้ พวกเขาจะเป็นคนที่มีกระบวนการในการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ ชอบการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน พวกเขาจะหลีกเลี่ยงในงานที่มีความเสี่ยงหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่บ่อยเพราะเขาไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้จะไม่ชินกับอะไรที่มีการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และจะเป็นคนที่หลบหลีกเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ความขัดแย้งรวมถึงในเรื่องการแข่งขัน.

” ลักษณะนิสัยของคน Steadiness จะมีนิสัยคล้ายกับ “นกพิราบ” เพราะนกพิราบจะมีนิสัยรักความสงบ รักความเป็นเสรีภาพนกพิราบจะมีความใจเย็นประนีประนอมสูง รักความสงบไม่ชอบความขัดแย้งภายในฝูงด้วยลักษณะนิสัยดังกล่าวจึงเปรียบเทียบได้เลยว่ากลุ่มคนชาว S ของเรากับนกพิราบมีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน “

Compliance

สำหรับลักษณะนิสัยของคนกลุ่ม C ต้องยอมรับเลยว่าถือเป็นที่สุดของความเจ้าระเบียบ ความมีหลักการ คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียดรอบคอบ เพราะจะสนใจในรายละเอียดในทุกสิ่งที่พวกเขาสนใจ 

…สำหรับสไตล์การทำงานของคนกลุ่มนี้ต้องยกให้พวกเขาเหล่านี้เป็นชาว Perfectionist คนหนึ่งในองค์กรเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาจะชอบการทำงานที่เป็นระบบระเบียบใส่ใจในรายละเอียดทุกๆ จุด จะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ค่อนข้างชัดเจนและเนี๊ยบ เพราะผลงานทุกชิ้นจะต้องมีความ Perfect และเป็นคนที่เก็บรายละเอียดได้มาก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีนิสัยที่ค่อนข้าง Perfectionist ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาถูกตำหนิในเรื่องงานที่ตนรับผิดชอบหรือการที่ระบบการทำงานไม่เป็นไปตามแผนที่พวกเขาวางไว้ ก็จะทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจหรือรู้สึกผิดหวัง ถึงขั้นขาดแรงจูงใจในการทำงานไปเลยทีเดียว.

” ลักษณะนิสัยของคน Compliance จะมีนิสัยคล้ายกับ “นกฮูก” เพราะนกฮูกถือเป็นสัตว์ที่มีความเป็นเจ้าระเบียบสูง เป็นผู้รักษากฎเกณฑ์ มีกิจวัตรค่อนข้างเป็นประจำ มีความละเอียดรอบคอบไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่กะทันหัน มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ดังนั้นจึงเปรียบได้เลยว่านิสัยของนกฮูกและกลุ่มคนชาว C มีลักษณะนิสัยที่คล้ายกัน “

จากบทความดังกล่าวถือเป็นเพียงการวิเคราะห์จากความเข้าใจหลักของทางผู้เขียนเท่านั้น เพราะลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าคน ๆ นี้มีลักษณะนิสัยตรงตามที่ผู้เขียนเข้าใจทั้งหมด ดังนั้นทางผู้เขียนจึงอยากจะนำเสนอข้อมูลตามความเข้าใจและตามมุมมองที่ทางผู้เขียนได้ทำการศึกษา เพื่อที่ทางผู้ที่สนใจอยากจะศึกษาได้นำไปเป็นแนวทางในการปรับใช้กับคนใกล้ตัวหรือองค์กรของตัวท่านเอง.

CHARACTER กับความต่างระหว่าง GENERATION

CHARACTER กับ GENERATION

” เมื่อพูดถึงเรื่อง Generation แน่นอนว่าในแต่ละ Generation มีความแตกต่างของ Character ที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่แตกต่างกันตามยุคสมัย ทั้งด้านสภาพความเป็นอยู่ ความคิด และทัศนคติ และจากการที่มีการพูดถึงการแบ่งของกลุ่ม Character อย่าง Introvert Extrovert และ Ambivert สำหรับบทความนี้จะมาทำการพูดถึงความแตกต่างของ Character ว่าในแต่ละ Generation จัดว่าเป็นกลุ่มของ Character ประเภทใด “

Gen B หรือ Baby Boomer Generation

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงปี 2489-2507 หรือช่วงอายุราวๆ 57-75 ปี ลักษณะนิสัยที่โดดเด่นของกลุ่มคนเหล่านี้คือการเป็นคนที่มีความอดทนที่ค่อนข้างสูง ใฝ่หาความรู้ได้ด้วยตนเองเนื่องจากเป็นช่วงที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิต ความรู้ส่วนใหญ่จะมาจากการอ่านหนังสือ อีกมุมคนกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเป็นนักวางแผนที่ดี วางแผนทั้งเรื่องการใช้ชีวิต รวมไปถึงวางแผนการทำงานที่รอบคอบ มีความเป็นผู้นำและที่ปรึกษาที่ดีเลยทีเดียว เนื่องจากมีประสบการณ์และชอบค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอดเวลา
 

” กลุ่มนิสัยของคนกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มคน Introvert ที่มีความเป็นผู้นำ ชอบหาความรู้อยู่ตลอดเวลาและมีความโลกส่วนตัวที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยอายุและความคิด “

 

Generation X

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงปี 2508-2522 หรือช่วงอายุราวๆ 42-56 ปี สำหรับคนกลุ่มนี้จะเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายๆอย่าง ทั้งการใช้ชีวิต ความคิด สังคมต่างๆที่เจอที่มาพร้อมกับการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ชอบอะไรง่ายๆ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างสูงแต่ถึงแม้สังคมการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปแต่ยังมีบางมุมมองที่คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกับคน Gen B ดังนั้นจึงถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างที่จะปรับตัวเก่งตามสถานการณ์ที่พวกเขาพบเจอ

” บุคคลกลุ่มนี้มี Character ที่คล้ายกับกลุ่มคน Ambivert ที่เป็นกลุ่มคนลูกผสมระหว่าง Introvert และ Extrovert ที่บางมุมก็ชื่นชอบการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ชอบหาความรู้อยู่ตลอดเวลา และยังเก่งในเรื่องของการปรับตัวตามสถานการณ์ที่กลุ่มคนกลุ่มนี้พบเจอ “

Generation Y

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงปี 2523-2540 หรือช่วงอายุราวๆ 24-41 ปี สำหรับลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างสูง กล้าคิด กล้าถาม ไม่กลัวต่อสิ่งที่พบเจอในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือแม้แต่การทำงาน คนกลุ่มนี้จะรักอิสระค่อนข้างสูง รักความสะดวกสบายไม่ชอบถูกบังคับ เพราะคนกลุ่มนี้เกิดมาในยุคสมัยที่มีความมั่งคั่ง เพียบพร้อมในเกือบทุกๆเรื่องทั้งทางสังคมการใช้ชีวิต และเทคโนโลยี ที่เพิ่มมากขึ้น และความสะดวกสบายปรับตัวเก่ง คิดนอกกรอบตลอดเวลา ให้ความสำคัญกับตนเองเป็นหลัก

” คนกลุ่มนี้มี Character ที่เข้าข่ายกับกลุ่มนิสัยของคน Extrovert เนื่องจากกลุ่มคน Extrovert เป็นกลุ่มคนที่รักอิสระ เข้าสังคมเก่ง ไม่เกรงกลัวต่อปัญหาที่ตนเองพบเจอ รวมถึงการกล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในตนเองสูง เนื่องจากเป็นช่วงวัย และสังคมที่พบเจอตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น “

Generation Z

สำหรับกลุ่มคนใน Gen นี้จะเป็นคนที่เกิดในช่วงหลังของปี 2540 เป็น Gen ที่มีกลุ่มคนที่ค่อนข้างเยอะในยุคสังคมปัจจุบันของเรา และเป็นวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยของการทำงานคนกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทันสมัยและมีบทบาทมากในชีวิตโลกปัจจุบัน จึงส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้มีนิสัยที่ค่อนข้างมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รักอิสระ ชอบใช้ชีวิตอิสระที่ค่อนข้างสูง มีความเป็นตัวเองสูง กล้าได้ กล้าเสีย มีการเปิดกว้างในเรื่องต่างๆที่มากขึ้น ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่ตนเองเลือก ให้ความสำคัญกับตนเองและเพื่อนมากกว่าสิ่งอื่นๆ รักสนุก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย

” คนกลุ่มนี้มี Character ที่เข้าข่ายกับกลุ่มนิสัยของคน Extrovert คล้ายกับคน Gen Y ที่เป็นคนที่รักอิสระ เข้าสังคมเก่ง ไม่เกรงกลัวต่อปัญหาที่ตนเองพบเจอ รวมถึงการกล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในตัวเองสูง สาเหตุในการคล้ายกับคน GEN Y เนื่องจากเป็นช่วงวัยและสังคมที่พบเจอตามความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น “

” จากหลักการวิเคราะห์ในเรื่อง Character ของทางผู้เขียนเป็นส่วนหนึ่งจากการวิเคราะห์ตามความเข้าใจของผู้เขียนเท่านั้น อาจจะไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากลุ่มคนแต่ละ Gen จะมีลักษณะ Character ที่ตรงตามที่เราเข้าใจเพราะลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป จากบทความอาจจะสามารถเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจใน Character ของคนแต่ละ Gen เพื่อง่าย และสะดวกต่อการทำความเข้าใจในลักษณะนิสัยของกลุ่มคนในแต่ละ Gen “

ทำไมคน GEN X ถึงประสบความสำเสร็จและมีนิสัยคล้ายกับคน GEN B

Change or Not

"วิวัฒนาการและทักษะการทำงานที่แปลกใหม่แต่ไม่แปลกแยก"
สำหรับคน GEN X ถือว่าเป็นวัยรุ่นน้องของคน GEN B เลยก็ว่าได้ เนื่องด้วยมีลักษณะและรูปแบบการทำงานรวมถึงการดำเนินชีวิตที่ไม่ต่างอะไรไปจากคนรุ่น GEN B ไปเลยแม้แต่น้อย เพราะจะได้รับอิทธิพลในการทำงานที่เหมือนกันทั้งด้านความคิด ความมุ่งมั่น และความอดทนจึงส่งผลให้คน GEN X เป็นกลุ่มคนที่มีความอดทนที่ค่อนข้างสูง และยังสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้อย่างดีเยี่ยม เพราะไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะเจองานอะไรที่ยากหรือท้าทายจะไม่มีการยอมแพ้ แต่จะทำงานนั้นให้ออกมาสำเร็จและลุล่วงไปได้ด้วยดี
.
.
นอกจากนี้สำหรับคน GEN X ยังเป็นกลุ่มคนที่มีพื้นฐานในเรื่องของการกล้าคิด กล้าทำ และการตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เพราะคนกลุ่มนี้เกิดมาในยุคที่มีการเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง และอยู่ในยุคที่มีความมั่งคั่ง รวมถึงการที่มีเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน ดังนั้นคน GEN นี้จึงจะถูกหล่อหลอมให้มีการใช้ชีวิตในสังคมที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องการเรียนและการทำงาน แต่ลักษณะนิสัยในการทำงานของคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ชอบทำอะไรง่ายๆและจะเน้นการทำงานตามหน้าที่ของตอนเองไม่บ้างาน ไม่ทุ่มเทกับงานมากจนเกินไปซึ่งจะแตกต่างจากคน GEN B
และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับคน GEN X คือความซื่อสัตย์ และความตรงไปตรงมา ยึดความถูกต้องเป็นหลัก ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะค่อนข้างเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่เสมอๆ เพื่อนำคำติชมมาพัฒนาในงานของตนเอง และคน GEN X จะมีนิสัยเป็นนักวางแผน มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คน GEN นี้ถึงชอบที่จะทำงานกับบริษัทที่มีความมั่นคงค่อนข้างสูง เพื่อต่อยอดไปยังคุณภาพชีวิตและผลตอบแทนที่เขาจะได้รับ จึงส่งผลให้คนกลุ่มนี้ชอบการแข่งขันในเรื่องงาน แต่คน GEN นี้จะมีลักษณะที่คล้ายๆคน GEN B ในเรื่องการรักองค์กร และไม่เปลี่ยนงานบ่อย
"จึงจะเห็นได้ว่าต่อให้มีอะไรหลายๆที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่วิถีการการทำงาน และแนวคิดยังไม่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าสำหรับคน GEN X ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าคน GEN B"

ทำไม ? คน GEN B ถึงประสบความสำเร็จอย่างมากในชีวิตการทำงาน

                                                                   WHY ? 

LIFE

การดำเนินชีวิต

เนื่องจากคนกลุ่มนี้ จะเกิดในช่วงหลังความสงบของสงครามโลก เป็นช่วงที่ทำการฟื้นฟูในสภาพแวดล้อมต่างๆมากมาย ทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ และการเมือง ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมากมักจะมีการวางแผนในการใช้ชีวิตตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนนั้นคือ การเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูกฯ ถึงจะถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตรวมทั้งจะมีความเคารพนับถือในเรื่องของศาสนาและจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดจนมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคน “อนุรักษ์นิยม

PLAN

การวางแผน

นอกจากคนกลุ่มนี้จะเก่งเรื่องของการวางแผนในการดำเนินชีวิตแล้ว ยังเก่งในเรื่องของการวางแผนในการทำงานอีกด้วย ทั้งความรอบคอบ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนที่ชัดเจน จึงจะเห็นได้ว่าคนกลุ่มนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในเรื่องของการทำงาน เพราะบุคคลเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับความลำบาก จึงมีความอดทนที่สูงในการทำงานจึงจะเห็นว่าการมีงานทำถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับพวกเขา

WORK

การทำงาน

เมื่อพูดถึงรูปแบบการทำงานของคน Gen B แล้วก็จะสามารถรู้ได้เลยว่าคนกลุ่มนี้จะมีความอดทนในการทำงานที่ค่อนข้างสูง มองเห็นว่าการทำงานหนักถือเป็นเรื่องปกติของพวกเขา คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ขยันทำงานดังนั้นจึงเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ค่อนข้างที่จะเยอะ และหลายๆองค์กรก็ยังคงต้องพึ่งพาการทำงานจากคน Gen นี้ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะคนกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนงานบ่อย เพราะค่อนข้างที่จะรักองค์มากในระดับนึง และจะชอบทำงานร่วมกับคนที่เชื่อฟัง และมีสัมมาคาระวะ ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะถนัดงานด้านที่ปรึกษา

SUCCESS

ความสำเร็จ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคน Gen B ถือเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในสังคมการทำงานในยุคปัจจุบันของเรา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ การเป็นเจ้าคนนายคน รวมถึงเป็นนักการเมือง …แน่นอนว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับคน Gen B ต้องยอมรับเลยว่าคนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะมีความรู้ความสามารถและเก่งไม่แพ้คนรุ่นหลังอย่าง Gerenation อื่นๆเลย…

คุณลักษณะ (Character)ที่ดีในการทำงาน

อยากมี Character ที่ดีในที่ทำงานต้องทำอย่างไร ?

เราเชื่อว่าทุกคนอยากจะมี Character ที่ดีในที่ทำงาน แต่ก็ยังสงสัยใช่ไหม ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งทุกคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า Character กันอยู่แล้ว ก่อนที่จะทราบว่าต้องทำอย่างไรนะถึงจะมี Character ที่ดีในที่ทำงาน เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับคำว่า Character กันก่อนค่า ว่าหมายถึงอะไร คำว่า Character หมายถึง คุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ ที่แสดงออกมาให้เราเห็น เช่น รูปร่างหน้าตา ท่าทาง และในมุมมองของ Trust Vision เราได้แบ่ง Character ออกเป็น 2 องค์ประกอบหลักๆ ไว้ดังนี้ค่ะ

1. ลักษณะภายนอก คือ ลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นๆ ที่แสดงออกมาและสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เช่น รูปร่างหน้าตาการแต่งกาย กิริยาท่าทาง การพูดจา เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ เราสามารถตัดสินได้ท้นทีที่เห็น ไม่ต้องใช้เวลาในการสังเกตพฤติกรรม และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย

2. คุณลักษณะภายใน คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจไม่สามารถแสดงออกให้เห็นได้ในทันทีต้องใช้เวลาในการศึกษานิสัยใจคอของบุคคลนั้น ๆ เช่น ความซื้อสัตย์ ความมั่นใจ ความคิด ทัศนคติ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ปรับปรุงแก้ไขได้ยาก และหากเราอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอาจต้องใช้เวลานานในการปรับปรุงแก้ไข

วิธีสร้าง Character ที่ดีในการทำงานสร้างได้อย่างไ

Competency ความสามารถของชุดคุณลักษณะ พฤติกรรม และทักษะที่แสดงให้เห็นได ซึ่งช่วยให้เกิดการสร้าง Character และยังสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของคน เพื่อให้สร้างประสิทธิผลของงานได้อย่างดีเยี่ยม

Role Model หาต้นแบบด้าน Character ที่ดี แล้วยึดเป็นแบบอย่างในเรื่องที่เขายึดถือ เมื่อเราได้ทำตามแบบอย่างต่อเนื่องก็จะกลายเป็นความเคยชินในเรื่องนั้นๆ จนเกิดเป็นนิสัยใหม่ของเราขึ้นมา

Core Values ยึดถือค่านิยมหลักองค์กรแล้วสร้างประสิทธิผลของงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าเราสามารถทำงานให้เกิดประสิทธิภาพได้ดี และยังสอดคล้องกับค่านิยมหลักที่องค์กรของเรายึดถืออีกด้วย

คุณลักษณะที่ดีในการทำงาน

ในมุมมองขอ Trust Vision นั้น เรามองว่าการที่จะทำให้เรามีคุณลักษณะที่ดีในการทำงานได้นั้น เราควรจะมีทั้งคุณลักษณะที่ดีทั้งภายนอก และภายใน โดยภายนอกนั้นเราจะต้องมีรูปลักษณ์ที่ดี เช่นการรักษาความสะอาดของร่างกาย การแต่งกายที่ดูเหมาะสมกับกาลเทศะ รวมไปถึงกิริยาท่าทางการแสดงออก การพูดจาที่ไม่ยกตนข่มท่าน หรือดูถูกผู้อื่น และการมีคุณลักษณะภายในที่ดีก็คือ เราต้องมีจิตใจที่่ดี อารมณ์ดีไม่บ่นตลอดเวลา หรือสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกอึดอัด มีความกล้าหาญในการเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย มีความยุติธรรม เคารพสิทธิ และรับฟังผู้อื่น และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คอยช่วยเหลือ มีความคิด และทัศนคติไปในทางที่ดี

” คุณลักษณะ ” ที่ดีนั้น เราต้องต้องดีทั้งภายนอกและภายใน ต้องเป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วมีความสุข สามารถทำให้ผู้อื่นอยากที่จะร่วมงานด้วย และเป็นแบบอย่างที่ดีที่ยอดเยี่ยมเสมอ.