KPI กับ OKR แตกต่างกันอย่างไร?

KPI กับ OKR แตกต่างกันอย่างไร?

          การประเมินผลพนักงานในองค์กรเป็นกระบวนการที่สำคัญในการวัดและประเมินประสิทธิภาพการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานในองค์กร การประเมินผลพนักงานส่วนใหญ่จะเน้นการวัดความสำเร็จของพนักงานในการทำงานตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ โดยมีขั้นตอนและวิธีการที่หลากหลายขึ้นอยู่กับบริบทและวัตถุประสงค์ของการประเมิน ยกตัวอย่าง อย่างการใช้แบบ การประเมินผล PMS (Performance Management System) ที่เป็นกระบวน การที่ใช้ในการวัดและประเมินประสิทธิภาพและการทำงานของบุคคล ทีมงาน หรือองค์กรโดยใช้ตัวชี้วัดต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมถึง KPI (Key Performance Indicators) และ OKR (Objectives and Key Results) หรือตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร

KPI คืออะไร

          KPI ย่อมาจาก “Key Performance Indicator” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการวัดและประเมินประสิทธิภาพและความสำเร็จของการดำเนินงาน โครงการ หรือองค์กรตามเป้าหมายและค่านิยมที่ตั้งไว้ คือ KPI เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเพราะมันช่วยให้ผู้บริหารและทีมงานสามารถติดตามและวัดผลที่สำคัญเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและการตัดสินใจที่มีข้อมูลมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายขององค์กรหรือกิจกรรมต่าง ๆ

คุณสมบัติของ KPI ที่ดีควรมี:

    1. ชี้วัดได้: KPI ต้องสามารถวัดได้และเปรียบเทียบกับค่าเป้าหมายหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยที่การวัดจะต้องเป็นไปตามวิธีที่ชัดเจนและแม่นยำ
    2. สอดคล้องกับเป้าหมาย: KPI ควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่องค์กรหรือทีมกำลังพยายามบรรลุ การมีความสอดคล้องนี้ช่วยให้ KPI มีความหมายและมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
    3. เน้นความสำคัญ: KPI ควรเน้นมุ่งหมายที่สำคัญสำหรับองค์กร ซึ่งเป็นแนวทางในการบรรลุผลลัพธ์ที่สำคัญ
    4. สามารถวัดและปรับปรุงได้: KPI ควรที่จะมีข้อมูลที่เข้าถึงและวัดได้ในเวลาเรียลไทม์ และอย่างน้อยจะต้องสามารถปรับปรุงได้เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อจำเป็น
    5. ใช้งานได้: KPI ควรเป็นอย่างง่ายต่อการเข้าใจและใช้งาน ไม่ควรซับซ้อนเกินไปหรือทำให้ยากในการเก็บข้อมูลหรือวัดผล
    6. เปรียบเทียบได้: KPI ควรสามารถเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่เชื่อมโยงกัน

เช่น เป็นตัวชี้วัดของความสำเร็จของโครงการ ธุรกิจ หรือแผนก ได้แก่ รายได้, กำไรสุทธิ, อัตราการเติบโตของลูกค้า, อัตราความพึงพอใจของลูกค้า, ค่าใช้จ่าย, ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ, ความถี่ในการเกิดข้อผิดพลาด, ระยะเวลาในการตอบรับลูกค้า, และอื่น ๆ ตามความเหมาะสมกับแต่ละองค์กรหรือกิจกรรม

OKR คืออะไร

          OKR ย่อมาจาก “Objectives and Key Results” ซึ่งเป็นกรอบการจัดการและวางแผนที่ใช้ในการกำหนดเป้าหมาย (Objectives) และผลสำคัญ (Key Results) เพื่อช่วยให้องค์กรหรือทีมทำงานให้มีการแนวทางและการปรับปรุงอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ทุกคนในทีมมีความเข้าใจและมุ่งหวังเดียวกันในการปฏิบัติงาน

    1. Objectives (เป้าหมาย): เป็นคำบรรยายที่สรุปโดยสั้นและกระชับเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความตั้งใจที่ต้องการที่จะบรรลุในระยะเวลาที่กำหนด เป้าหมายจะต้องเป็นอะไรที่หยิบยกขึ้นมาจากการมองหาการเปลี่ยนแปลงหรือความก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับองค์กรหรือทีม
    2. Key Results (ผลสำคัญ): เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย โดยปกติแล้วจะมีมากกว่าหนึ่งตัวชี้วัด เป้าหมายแต่ละอันจะมีคีย์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเมื่อผลสำคัญถูกบันทึกเป็นค่าเป็นตัวเลข จะช่วยในการวัดความสำเร็จของเป้าหมาย

เป้าหมายและผลสำคัญใน OKR จะต้องเป็นที่เข้าใจและมีความท้าทาย มันช่วยให้ทีมมีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินงาน และช่วยส่งเสริมการปรับปรุงและนวัตกรรมในองค์กร นอกจากนี้ กระบวนการประเมินผลในการดำเนินงานสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและมีการปรับปรุงตามความคืบหน้าของผลสำคัญได้ด้วย

ความแตกต่างระหว่าง KPI และ OKR

          KPI (Key Performance Indicator) และ OKR (Objectives and Key Results) เป็นสองกรอบการวางแผนและวัดผลที่ใช้ในการจัดการและวัดความสำเร็จขององค์กร หรือทีม แต่มีความแตกต่างกันดังนี้:

    1. เป้าหมายและความสำคัญ:
    • OKR: มุ่งหมายที่เป็นกำลังตัวที่ต้องการปรับปรุงหรือก้าวหน้าขององค์กรหรือทีม มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางและแนวคิดที่ชัดเจน โดยประกอบด้วย Objectives (เป้าหมาย) ที่อธิบายเป้าหมายที่ต้องการ และ Key Results (ผลสำคัญ) ที่เป็นตัวชี้วัดในการวัดความสำเร็จของเป้าหมายนั้น ๆ
    • KPI: เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการวัดและประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรม โครงการ หรือองค์กร ซึ่งเน้นการวัดผลเฉพาะด้านความสำเร็จและประสิทธิภาพในเรื่องที่มีค่านิยม โดยไม่จำเป็นต้องระบุเป้าหมายทางกลยุทธ์หรือการเปลี่ยนแปลง
    1. รูปแบบการใช้งาน:
    • OKR: มักถูกใช้ในสภาวะที่ต้องการปรับปรุงหรือสร้างแนวทางใหม่ และเน้นการสร้างความกระตือรือร้นในทีมในการทำงานให้มุ่งหวังเดียวกัน
    • KPI: มักถูกใช้เพื่อวัดและติดตามความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นรูทีน ๆ และมีการตั้งค่าเป้าหมายทางยาวหรือสั้นกำหนดเอาไว้
    1. ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน:
    • OKR: มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเป้าหมายและผลสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในสภาวะแวดล้อมหรือความต้องการขององค์กร
    • KPI: มักถูกกำหนดและแน่นอนมากขึ้นและไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ เนื่องจากมุ่งหวังการวัดเรื่องที่มีความคงเส้นคงวา
    1. การจัดส่วนในองค์กร:
    • OKR: ส่วนใหญ่ใช้ระบบ OKR ในระดับทีมหรือแผนก เพื่อให้การทำงานมุ่งหวังเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กร
    • KPI: มักถูกใช้ในระดับองค์กรและแผนก เพื่อวัดผลและประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่กำหนด
    1. เน้นการสร้างสรรค์และนวัตกรรม:
    • OKR: เน้นการสร้างสรรค์และการทดลองใหม่เพื่อปรับปรุงและสร้างความก้าวหน้าในระดับต่าง
    • KPI: เน้นการวัดผลและประสิทธิภาพที่มีค่านิยม และมักจะมีการตั้งค่าที่สามารถเปรียบเทียบได้เช่นในระดับเวลาที่ต่างกัน

โดยสรุป KPI มุ่งเน้นในการวัดค่าตามตัวชี้วัดที่เป็นที่ยอมรับและมีค่านิยม ในขณะที่ OKR มุ่งเน้นการปรับปรุงและการก้าวหน้าที่สร้างสรรค์ในเป้าหมายที่กำหนดไว้ การเลือกใช้ตัวชี้วัดใด ๆ ขึ้นอยู่กับบริบทและวัตถุประสงค์ของการจัดการและวัดผลในแต่ละองค์กรหรือทีม

ประโยชน์ของการใช้ KPI และ OKR

การใช้ OKR (Objectives and Key Results) และ KPI (Key Performance Indicators) มีประโยชน์หลายอย่างสำหรับองค์กรและทีมงาน ดังนี้:

ประโยชน์ของการใช้ OKR (Objectives and Key Results):

    • ชัดเจนและมุ่งหวังเดียวกัน: OKR ช่วยในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความชัดเจนในทีม ทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจว่าทำไมพวกเขาทำงานและวางแผนในทิศทางไหน
    • สร้างการร่วมมือและกระตือรือร้นในทีม: OKR ช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันและสร้างความกระตือรือร้นในการทำงาน เนื่องจากทุกคนในทีมจะมุ่งหวังเป้าหมายเดียวกัน
    • ส่งเสริมนวัตกรรม: OKR สามารถเป็นแรงบันดาลใจในการทดลองใหม่และการพัฒนานวัตกรรมเนื่องจากการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและให้ความเสี่ยง
    • การปรับปรุงและการเรียนรู้: การตั้งเป้าหมายและผลสำคัญที่วัดใน OKR ช่วยในการติดตามความสำเร็จและการปรับปรุงโดยใช้ข้อมูลและประสบการณ์จากการดำเนินงาน
    • การตรวจสอบความคืบหน้า: ผลสำคัญใน OKR ช่วยในการติดตามความคืบหน้าเชิงตัวเลขและการวัดผลเป็นระบบ

ประโยชน์ของการใช้ KPI (Key Performance Indicators):

    • วัดและติดตามประสิทธิภาพ: KPI ช่วยในการวัดและติดตามผลสำคัญของกิจกรรมและโครงการ เพื่อตรวจสอบว่าวัตถุประสงค์ได้ถูกบรรลุหรือไม่
    • การตัดสินใจที่มีข้อมูล: KPI ช่วยในการตัดสินใจโดยการให้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์และเป็นหลักฐาน ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจในทางที่ถูกต้อง
    • การตรวจสอบการพัฒนา: KPI ช่วยในการตรวจสอบว่าการพัฒนาและการปรับปรุงมีผลหรือไม่ โดยวัดความเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดตามเวลา
    • สนับสนุนการสร้างยอดผู้บริโภค: การตรวจสอบ KPI เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการบริการหรือผลิตภัณฑ์ช่วยในการพัฒนาคุณภาพและความพึงพอใจของผู้บริโภค
    • การกำหนดเป้าหมายที่ได้เปรียบ: การตั้งค่า KPI ช่วยในการกำหนดเป้าหมายที่สามารถเปรียบเทียบและประเมินได้ เช่น กำไรสุทธิเป็นต้น

          ทั้ง OKR และ KPI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการจัดการและวัดผลขององค์กร แต่อาจมีการใช้งานที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบทและวัตถุประสงค์การใช้งานแต่ละครั้ง การประเมินผลพนักงานเป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในองค์กร การใช้กระบวนการประเมินที่ถูกต้องและให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและพัฒนาสามารถสร้างผลกระทบที่ดีต่อการทำงานและประสิทธิภาพในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

รู้จัก AQ (Adversity Quotient) ทักษะความฉลาดในการแก้ไขปัญหา

รู้จัก AQ (Adversity Quotient) ทักษะความฉลาดในการแก้ไขปัญหา

AQ หมายถึง Adversity Quotient” ซึ่งเป็นความฉลาดในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่อาจเกิดความยากลำบากหรือสถานการณ์ที่ท้าทาย โดย AQ เน้นการตระหนักและจัดการกับสถานการณ์ที่ท้าทายหรือสิ่งกีดขวางต่างๆ โดยความฉลาดในการแก้ไขปัญหานี้สามารถพัฒนาและเสริมสร้างได้ แม้ว่าบางคนอาจเกิดความสามารถนี้มาแต่เกิดและเรียนรู้ได้ตามสถานการณ์ของชีวิตด้วย

องค์ประกอบหลักของทักษะ AQ

AQ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ด้านคือ:

1.      Control (ควบคุม): เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาความฉลาดในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ท้าทายหรือยากลำบาก ไปจนถึงความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์และปรับตัวเมื่อเกิดปัญหา โดยรวมถึงการจัดการกับความไม่แน่นอนและการแก้ไขสถานการณ์ที่ซับซ้อนอย่างมีประสิทธิภาพ

2.      Reach (ความสามารถในการก้าวไปข้างหน้า):  เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความกล้าหาญและความสามารถในการต่อสู้และเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อหาทางออกจากสถานการณ์ที่ท้าทาย ซึ่งความสามารถนี้เป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองในสถานการณ์ที่ท้าทาย

3.      Ownership (ความรับผิดชอบ): เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญในการพัฒนาความฉลาดในการแก้ไขปัญหา รวมถึงความตั้งใจที่จะรับผิดชอบแก้ไขปัญหาและทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ไม่ให้ยึดติดกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ

การพัฒนาทางทักษะด้าน AQ

การพัฒนาทางด้าน AQ (Adversity Quotient) เป็นกระบวนการที่สามารถทำได้โดยใช้หลายวิธี ซึ่งอาจจะลองนำเอาขั้นตอนต่อไปนี้มาใช้เพื่อพัฒนาความฉลาดในการแก้ไขปัญหาและเสริมสร้าง AQ ของคุณ:

1.      ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างสำเร็จกับล้มเหลว: สำรวจและเข้าใจว่าสำเร็จและล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ควรจะเกิดขึ้น การที่เราไม่ได้ผิดพลาดและล้มเหลวมันเป็นสิ่งที่ธรรมดา และเมื่อเกิดปัญหาแล้ว พยายามอย่าละลายลง แต่ควรทำการศึกษาและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้นๆ

2.      พัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหา: ฝึกฝนและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นการฝึกฝนทักษะควบคุมอารมณ์ การวางแผน การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซับซ้อน การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และการเปิดโอกาสในการแก้ไขสถานการณ์ที่ซับซ้อน

3.      เรียนรู้จากประสบการณ์: หากคุณเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายหรือปัญหา พยายามที่จะไม่หนีหน้าเจ็บหาย แต่ควรใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น หาวิธีในการปรับตัวและมุ่งหน้าไปข้างหน้า

4.      รับรู้และให้ความสำคัญกับอารมณ์: อารมณ์เป็นส่วนสำคัญในการจัดการกับปัญหาและสถานการณ์ที่ท้าทาย รู้จักรับรู้ความรู้สึกของตนเองและควบคุมอารมณ์ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้อารมณ์นั้นมีผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาในทางที่ไม่เหมาะสม

5.      สร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์: ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในที่ทำงานหรือคนในชีวิตประจำวันสามารถช่วยเสริมสร้าง AQ ของคุณได้ ความร่วมมือและการสนับสนุนจากผู้อื่นช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาที่ท้าทายได้ดีขึ้น

6.      กล้าท้าทายและฝึกฝนความกล้าหาญ: ไม่เสียหายที่จะลองสิ่งใหม่ๆ ท้าทายความสามารถของตนเอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพยายามทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ความกล้าหาญนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการจัดการกับสถานการณ์ที่ท้าทาย

7.      เรียนรู้จากผู้อื่นที่มี AQ สูง: สังเกตและเรียนรู้จากบุคคลที่มี AQ สูง อาจเป็นคนในสภาพแวดล้อมทำงาน กิจกรรมชุมชน หรือในสังคมของคุณ เรียนรู้ว่าพวกเขาต่อสู้กับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างไรและจัดการกับปัญหาอย่างไร

8.      เสริมสร้างทักษะทางสังคมและอารมณ์: การสร้างความแข็งแกร่งในทักษะทางสังคมและทักษะควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกับสิ่งที่มีความยากลำบากและการจัดการกับความขัดแย้งในชีวิต

“…การพัฒนาความสามารถในการก้าวไปข้างหน้าเป็นกระบวนการที่ต้องฝึกฝนและทำซ้ำๆ โดยพยุงความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กลัวล้มเหลวและพยายามทำสิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาความฉลาดในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ท้าทายได้ดีขึ้นเสมอ…”

Digital Literacy ทักษะความรู้ ความเข้าใจด้านดิจิทัล

Digital Literacy ทักษะความรู้ ความเข้าใจด้านดิจิทัล

Digital Literacy (ทักษะความรู้ดิจิทัล) เป็นความสามารถในการใช้และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิตอลและสื่อสารออนไลน์ในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้เครื่องมือและแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยการมีความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาข้อมูลออนไลน์ การประมวลผลข้อมูล การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ต การป้องกันความเสี่ยงและการที่ไม่ปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี และการมีทักษะในการสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาด้วยเทคโนโลยีต่างๆ

การสร้างความเข้าใจในดิจิทัล Digital Literacy เพื่อให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากดิจิทัลได้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ ตลอดจนรองรับการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และสามารถใช้ประโยชน์จากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้เพื่อเตรียมความ พร้อมก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0

ทักษะความรู้ ด้านดิจิทัล มีความหลากหลายทางทักษะมากมายภายใต้ Literacy ดังต่อไปนี้

1.     การรู้เทคโนโลยี (Technology literacy) เป็นความสามารถในการเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันโดยรวมถึงการเข้าใจหลักการทำงานของเทคโนโลยีและความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในสังคมและสถานการณ์ปัจจุบัน

2.     การรู้สื่อ (Media Literacy) เป็นความสามารถในการเข้าใจและวิเคราะห์สื่อต่างๆ อาทิเช่น สื่อมวลชน (เช่นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์) สื่อออนไลน์ (เว็บไซต์ เว็บบล็อก สื่อสังคมออนไลน์) และสื่อดิจิทัลอื่นๆ เพื่อเพิ่มการเข้าใจ การวิเคราะห์ การประเมินและการนำเสนอสื่อเหล่านั้นให้เป็นไปตามตัวจริยาบรรณ และเป็นไปตามเป้าหมายที่ผู้บริโภคต้องการ

3.   การรู้การสื่อสาร (Communication literacy) เป็นความสามารถในการเข้าใจและใช้งานกระบวนการสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิด และความรู้กับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ การรู้การสื่อสารเป็นทักษะสำคัญในการทำงานและชีวิตประจำวัน เนื่องจากการสื่อสารเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทุกวันการรู้การสื่อสารช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิ

4.   การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น (Visual Literacy) เป็นความสามารถในการเข้าใจและวิเคราะห์สื่อที่เกี่ยวข้องกับภาพหรือสัญลักษณ์โดยที่สามารถตีความและเข้าใจความหมายที่แท้จริงของสื่อเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

5.   การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) เป็นความสามารถในการค้นหา, คัดเลือก, วิเคราะห์, และใช้ประโยชน์จากข้อมูลและสารสนเทศที่พบในสื่อต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ และการสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศสามารถทำได้ผ่านการศึกษา การปฏิบัติและการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง

6.   การรู้สังคม (Social Literacy) เป็นความสามารถในการเข้าใจและใช้ประโยชน์จากสังคมและวัฒนธรรมที่เราอยู่ในระบบ ความรู้สังคมนี้รวมถึงการเข้าใจและเข้าถึงระบบสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ความรับผิดชอบทางสังคม และศักยภาพในการเข้าร่วมกิจกรรมและการตอบสนองต่อความต้องการและความสัมพันธ์ทางสังคม

Digital Literacy ช่วยให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และมีความเข้าใจในการวิเคราะห์และประเมินข้อมูลที่ได้รับ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นผ่านทางสื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าร่วมในสังคมดิจิตอลและเศรษฐกิจออนไลน์ได้อย่างเต็มที่ในสมัยปัจจุบัน รวมถึงมีทักษะการเสริมสร้างกรอบ ความรู้ด้านดิจิทัล ภายใต้ Literacy ดังต่อไปนี้

  •      ประเมินระดับความรู้ด้านดิจิทัลในปัจจุบัน: เริ่มต้นด้วยการประเมินทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลของพนักงานของคุณระบุช่องว่างของทักษะหรือด้านที่จำเป็นต้องปรับปรุง ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการสำรวจการ  ประเมินรายบุคคล โดยอาจจะใช้ Digital Competency เป็นตัวช่วยในการประเมิน
  •      สร้างกรอบความรู้ด้านดิจิทัล: พัฒนากรอบ Competency ที่ชัดเจนซึ่งสรุปทักษะและความสามารถด้านดิจิทัลที่จำเป็นในระดับต่างๆ ภายในองค์กรของคุณ กรอบนี้จะเป็นแนวทางในการออกแบบโปรแกรมการฝึกอบรมและกำหนดความคาดหวังสำหรับพนักงาน
  •      จัดโปรแกรมการฝึกอบรมที่ครอบคลุม: ออกแบบและดำเนินการโปรแกรมการฝึกอบรมที่ตอบสนองระดับทักษะและบทบาทงานที่แตกต่างกันเสนอโอกาสการเรียนรู้ที่หลากหลาย รวมถึงเวิร์กช็อป หลักสูตรออนไลน์การสัมมนาผ่านเว็บ และโปรแกรมการให้คำปรึกษา หัวข้ออาจรวมถึงทักษะพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์เครื่องมือดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ความรู้ด้านข้อมูล ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์และอื่นๆ
  •      ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง: ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยให้การเข้าถึงทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง เช่น หลักสูตรออนไลน์ แบบฝึกหัด และแพลตฟอร์มแบ่งปันความรู้ส่งเสริมให้พนักงานใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้และจัดสรรเวลาสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาได้
  •      ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างความรู้ด้านดิจิทัลเริ่มต้นที่ด้านบนสุด ผู้นำและผู้จัดการควรแสดงความสามารถด้านดิจิทัลของตนเอง และส่งเสริมการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลภายในองค์กรอย่างจริงจัง สิ่งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการเรียนรู้
  •      สร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สนับสนุน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานสามารถเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลที่จำเป็นได้ลงทุนในระบบและซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และให้การสนับสนุนทางเทคนิคและคำแนะนำเพื่อจัดการกับความท้าทายหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
  •      ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันความรู้:สนับสนุนให้พนักงานทำงานร่วมกันและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกันซึ่งสามารถทำได้ผ่านโครงการของทีม การริเริ่มข้ามสายงานหรือช่องทางการสื่อสารภายในสร้างโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้จากกันและกันและใช้ทักษะด้านดิจิทัลในสภาพแวดล้อมจริง
  •      ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่:กระตุ้นให้พนักงานรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเทรนด์ดิจิทัล เทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ให้การเข้าถึงทรัพยากรอุตสาหกรรม จดหมายข่าวและการประชุมจัดเซสชั่นปกติหรือวิทยากรรับเชิญเพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร
  •      ประเมินและวัดผลความคืบหน้า:ประเมินประสิทธิภาพของความคิดริเริ่มด้านความรู้ดิจิทัลของคุณเป็นประจำรวบรวมคำติชมจากพนักงาน ติดตามการพัฒนาทักษะและวัดผลกระทบของความรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อผลิตภาพและนวัตกรรมใช้ข้อมูลนี้เพื่อปรับแต่งและปรับปรุงโปรแกรมของคุณเมื่อเวลาผ่านไป

” ดังนั้น การสร้างความรู้ทางดิจิทัลเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงทุนในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลภายในองค์กรของคุณ คุณจะสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานของคุณ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และรักษาความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัลในปัจจุบัน “

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

รู้จัก Virtual Work กลุ่มทักษะการทำงานแบบเสมือน

Virtual Work ทักษะการทำงานแบบเสมือน

          Virtual Work (การทำงานเสมือน) เป็นการทำงานที่ไม่ต้องเป็นอยู่ในที่เดียวกันกับทีมหรือผู้คนที่ทำงานร่วมกัน โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสารและเครือข่ายออนไลน์ เช่น การสื่อสารผ่านอีเมล, การประชุมผ่านวิดีโอคอล, การใช้เครื่องมือการทำงานออนไลน์ เพื่อทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในสถานที่เดียวกันทั้งหมด

          Virtual Work มีความยืดหยุ่นในเวลาและที่ตั้ง ทำให้บุคคลสามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน, ที่ร้านกาแฟ, หรือที่ต่างประเทศ การทำงานแบบเสมือนยังช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการเดินทางและการดำเนินงานที่ต้องใช้ทรัพยากรทางกายภาพอื่น ๆ

หลักการสำคัญในการทำงานแบบ Virtual Work

  1. Leading in Hybrid การเป็นผู้นำด้าน Hybrid มีความหมายที่แตกต่างไปซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การทำงานแบบผสม (hybrid work) ที่ใช้ทั้งการทำงานแบบเสมือน (virtual work) และการทำงานแบบแบบปกติ (in-person work) ในบริบทที่ผู้นำหรือผู้บริหารจะเป็นผู้นำที่ดีในสภาวะการทำงานแบบผสม อาจมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
    • การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ: ผู้นำในสภาวะการทำงานแบบผสมควรมีความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในรูปแบบการสื่อสารเสียงและเขียน ต้องสามารถสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจในสภาวะการทำงานที่ผสมระหว่างการทำงานที่สถานที่และการทำงานระยะไกล
    • การบริหารจัดการทีมที่กระจัดกระจาย: ผู้นำที่ดีในสภาวะการทำงานแบบผสมจะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการทีมที่กระจัดกระจาย สามารถให้คำแนะนำและชี้นำสมาชิกในทีมที่ทำงานที่สถานที่และระยะไกล พร้อมทั้งสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจและความสัมพันธ์ที่ดีในทีม
    • การบริหารเวลาและผลผลิต: ผู้นำในสภาวะการทำงานแบบผสมต้องมีความสามารถในการบริหารเวลาและผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดการเวลาของทีมให้เหมาะสมและสร้างแผนงานที่ชัดเจนในสถานการณ์การทำงานแบบผสม รวมถึงวัดผลและติดตามผลผลิตของทีมอย่างเหมาะสม
    • การสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานแบบเสมือน: ผู้นำที่ดีในสภาวะการทำงานแบบผสมควรมีความสามารถในการสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์การทำงานแบบเสมือน สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและกระตุ้นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมที่ต่างกันทำงานที่สถานที่และระยะไกล
  1. Work Process Improvement การปรับปรุงกระบวนการทำงาน เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นในการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานและโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โดยการปรับปรุงนี้สามารถเกิดขึ้นทั้งในระดับกระบวนการทำงานที่เป็นขั้นตอนที่ใช้ซ้ำและเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาในการดำเนินงาน และในระดับโครงการที่เป็นกิจกรรมที่ทำในขอบเขตและกำหนดเวลาแน่นอน กระบวนการปรับปรุงนี้มุ่งเน้นในการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการหรือโครงการ และหาวิธีการแก้ไขและปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น หากมีปัญหาในกระบวนการทำงาน การวิเคราะห์และปรับปรุงสามารถทำให้กระบวนการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและนำสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ประโยชน์ของการทำ Virtual Work การทำงานเสมือน

การทำงานแบบเสมือนมีประโยชน์ต่อบุคลากรและองค์กรในด้านต่าง ๆ และสามารถสร้างสรรค์โอกาสใหม่และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน อย่างเช่น

    1. ความยืดหยุ่นในการทำงาน: Virtual Work ช่วยให้เราสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องเข้าสถานที่ทำงานที่กำหนดไว้ทุกวัน เช่น สามารถทำงานจากบ้าน, ที่ร้านกาแฟ, หรือที่ไหนก็ได้ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
    2. สมดุลในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน: การทำงานแบบ Virtual Work ช่วยลดการแยกกักตัวระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว เราสามารถรวมกิจกรรมในชีวิตประจำวันเข้ากับเวลาทำงานได้ ยกตัวอย่างเช่น สามารถดูแลครอบครัวหรือใช้เวลากับกิจกรรมอย่างอื่นได้
    3. การลดต้นทุนในการทำงาน: การทำงานแบบเสมือนช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการเดินทางและค่าใช้จ่ายในสถานที่ทำงาน เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินในการเดินทางไปที่สถานที่ทำงานทุกวัน และไม่ต้องจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ซึ่งส่งผลในการประหยัดทรัพยากรและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
    4. ความสมดุลในการทำงานระยะไกล: Virtual Work ช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับทีมหรือเพื่อนร่วมงานที่ต่างภูมิภาคได้ ไม่จำกัดทางภูมิภาคหรือสถานที่ เทคโนโลยีการสื่อสารที่มีให้ใช้กันมากมาย เช่น วิดีโอคอลล์, แชทออนไลน์ และแชร์ไฟล์ ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
    5. สร้างโอกาสและทรัพยากรที่ไม่จำกัด: Virtual Work ช่วยเปิดโอกาสให้เราสามารถรับสมาชิกที่มีความสามารถและทักษะที่ต้องการจากทั่วโลก ไม่จำกัดทางภูมิภาค สมาชิกในทีมสามารถมาจากพื้นที่ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนาองค์กรและขยายฐานลูกค้า

“การที่องค์กรนำเอาการทำงานแบบเสมือน (Virtual Work) มาปรับใช้ในกระบวนการทำงานถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะกระแสของการทำงานแบบทางไกลกำลังเป็นที่สำคัญอย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากสถานการณ์การทำงานที่เปลี่ยนไป และผู้นำขององค์กรที่สามารถปรับตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่ผสมระหว่างการทำงานแบบเสมือนและการทำงานแบบปกติจะสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างความพึงพอใจของพนักงานในองค์กรได้มากยิ่งขึ้น”

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

Digital Intelligence Quotient ความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) คืออะไร?

Digital Intelligence Quotient ความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) คืออะไร?

          ความฉลาดทางดิจิทัล DQ เป็นสิ่งจำเป็นในโลกปัจจุบันที่มีการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล และนี่คือเหตุผลที่การพัฒนาทักษะและความสามารถที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ซึ่งสามารถไปได้ไกลกว่าการรู้แบบวิธีการเดิม ๆ

ความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) คืออะไร?

          ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence Quotient หรือ DQ) เป็นความสามารถในการใช้และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในสังคมและการทำงานในยุคดิจิทัลที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

          DQ ไม่ได้หมายถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมเท่านั้น แต่เป็นการวัดและประเมินความฉลาดที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลทั้งหมด เช่น การเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเข้าใจเรื่องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวในโลกดิจิทัล การป้องกันความเสี่ยงและการใช้ปลอมของข่าว การใช้ทักษะดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และอีกมากมาย การมี DQ สูงหมายความว่าบุคคลสามารถนำเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพื่อสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดการกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล เช่น ความเป็นส่วนตัวออนไลน์ การปกป้องตนเองจากการแอบแฝง และการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัว

Key สำคัญสู่การมีความฉลาดทางดิจิทัล (DQ)

    1. การเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen) หมายถึงการมีการใช้และปฏิบัติตามหลักการและค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัลรวมถึงการเข้าใจและศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการใช้งานเทคโนโลยี รวมถึงเข้าใจและรับรู้ถึงผลกระทบทางสังคม ทางจิตวิทยา และทางความเป็นส่วนตัวที่อาจเกิดขึ้น
    2. ความคิดสร้างสรรค์ทางดิจิทัล (Digital Creative Thinking) เป็นการใช้การคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างแนวคิดและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในรูปแบบใหม่และ การนำเทคโนโลยีเสมือนจริงเข้ามาใช้ในการสร้างประสบการณ์ที่สมจริงและน่าตื่นเต้น เช่น การใช้งานเกมเสมือนจริงหรือการสร้างแวดวงเสมือนจริงสำหรับการศึกษาหรือบันทึกท่องเที่ยว
    3. ผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Entrepreneurs) คือการที่นักธุรกิจหรือผู้ที่ก่อตั้งดำเนินธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งหรือหลักในกิจการของตนมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตน รวมถึงความรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์และเครื่องมือทางธุรกิจอื่นๆ เพื่อใช้ในการพัฒนาและการตลาดสินค้าหรือบริการของตน

ความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) 8 ประการ

    • ตัวตนดิจิทัล การสร้างและจัดการตัวตนและชื่อเสียง ออนไลน์ของตนเองซึ่งรวมถึงการทำความเข้าใจบุคลิกภาพออนไลน์ของตนเอง และการจัดการผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวของการแสดงตนทางออนไลน์ของตนเอง
    • การใช้งานแบบดิจิตอล ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและสื่อต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการเฝ้าติดตามด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความสมดุลที่ดีระหว่างชีวิตออนไลน์และออฟไลน์ของตนเอง
    • ความปลอดภัยทางดิจิทัล หลีกเลี่ยงและจำกัดความเสี่ยงทางออนไลน์การกลั่นแกล้งบนอินเทอร์เน็ต การก่อให้เกิดความรุนแรง ฯลฯ รวมถึงเนื้อหาที่เป็นปัญหา เช่น เนื้อหาที่มีความรุนแรงหรือลามกอนาจาร และอื่นๆ
    • การป้องกันแบบดิจิตอล ตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ การหลอกลวง มัลแวร์ ฯลฯ ทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และใช้เครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับการปกป้องข้อมูล
    • ความฉลาดทางอารมณ์ดิจิทัล การเห็นอกเห็นใจและสร้างความสัมพันธ์ทางออนไลน์ที่ดีกับผู้อื่น
    • การสื่อสารแบบดิจิทัล การสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลอย่างถูกวิธี
    • ความรู้ด้านดิจิทัล การศึกษา การค้นหา รวมถึงการนำมาประเมิน ใช้ และแบ่งปัน รวมถึงการสร้างเนื้อหาและพัฒนาการคิดเชิงคำนวณ
    • สิทธิ์ดิจิทัล ทำความเข้าใจและปกป้องสิทธิ์ดิจิทัล ความเป็นส่วนตัวทรัพย์สินทางปัญญา เสรีภาพในการแสดงออก และการป้องกันคำพูดแสดงความเกลียดชัง และอื่นๆ

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

บทบาทสำคัญของ AI ที่จะมาพลิกรูปแบบการทำงานของ HR

บทบาทสำคัญของ AI ที่จะมาพลิกรูปแบบการทำงานของ HR

          การนำกระบวนการทำงานของ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน HR ช่วยลดขั้นตอน ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ และสามารถนำมาใช้คาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนรองรับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายวิธีเพื่อปรับปรุงงานด้านทรัพยากรบุคคลและปรับปรุงกระบวนการต่างๆ HR ได้

1. Recruitment and Talent Acquisition.

AI สามารถช่วยในการทำให้กระบวนการสรรหาเป็นไปอย่างอัตโนมัติและเหมาะสมที่สุด สามารถวิเคราะห์เรซูเม่และการสมัครงาน คัดกรองผู้สมัคร และระบุศักยภาพที่ตรงกันตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า Chat Bot ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยังสามารถโต้ตอบกับผู้สมัคร ตอบคำถามทั่วไป และให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานะของแอปพลิเคชัน

2. Candidate Sourcing.

AI สามารถช่วยผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ระบุผู้สมัครที่มีศักยภาพโดยการสแกนแพลตฟอร์มออนไลน์ โปรไฟล์โซเชียลมีเดีย และเครือข่ายมืออาชีพต่างๆ Algorithm AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้สมัคร รวมถึงทักษะ ประสบการณ์ และคุณสมบัติ เพื่อให้รายชื่อผู้สมัครที่เหมาะสม

3. Employee Onboarding.

AI สามารถปรับปรุงกระบวนการเตรียมความพร้อมโดยการทำให้งานธุรการเป็นแบบอัตโนมัติ เช่น การยืนยันเอกสาร การกรอกแบบฟอร์ม และการป้อนข้อมูลพนักงาน Chat Bot ที่ขับเคลื่อนโดย AI สามารถให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่พนักงานใหม่ ตอบคำถาม และแนะนำพวกเขาตลอดกระบวนการเตรียมความพร้อม

4. Employee Engagement and Satisfaction.

สามารถใช้ AI เพื่อวัดความรู้สึกและการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการวิเคราะห์ความคิดเห็นจากแบบสำรวจ คำติชม และโพสต์บน Social Media ข้อมูลนี้สามารถช่วยให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลระบุประเด็นที่น่ากังวลและใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อปรับปรุงความพึงพอใจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

5. Training and Development.

AI สามารถปรับโปรแกรมการเรียนรู้และพัฒนาให้เป็นส่วนตัวโดยการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานและให้คำแนะนำการฝึกอบรมที่พนักงานสามารถกำหนดเอง ผู้ช่วยเสมือนที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถส่งเนื้อหาการฝึกอบรม รวมถึงการตอบคำถามพนักงาน และให้ข้อเสนอแนะแบบ Real Time

6. Performance Management.

AI สามารถช่วยในการจัดการประสิทธิภาพโดยให้ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผลการปฏิบัติงานของพนักงาน ระบุแนวโน้ม และช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรมที่จำเป็น และการประเมินผลการปฏิบัติงาน

7. HR Analytics and Decision-Making.

AI สามารถประมวลผลข้อมูลทรัพยากรบุคคลจำนวนมหาศาลและให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ สามารถระบุรูปแบบ แนวโน้ม และความสัมพันธ์ในข้อมูลพนักงาน ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการวางแผนกำลังคน ความหลากหลายและรวมเข้าด้วยกัน รวมถึงการรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้คงสถานะไว้

8. Employee Support and Assistance.

Chat Bot ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผู้ช่วยเสมือนสามารถให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือแก่พนักงานได้ทันที AI สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับ HR ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและขั้นตอน และช่วยตอบคำถามทั่วไปของ HR ช่วยให้ HR ประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้นแลลดการตอบคถามในรูปแบบเดินซ้ำ ๆ

9. Workforce Management and Predictive Analytics.

Algorithm AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต รูปแบบกำลังคน และปัจจัยภายนอกเพื่อคาดการณ์ความต้องการของกำลังคนในอนาคต สิ่งนี้สามารถช่วยฝ่ายทรัพยากรบุคคลในการวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางเวลา และจัดการกับช่องว่างด้านทักษะที่อาจจะเกิดขึ้น

10. Ethical and Bias-Free Decision – Making.

AI สามารถช่วยรับประกันความยุติธรรมและลดอคติในกระบวนการทรัพยากรบุคคล ด้วยการใช้เครื่องมือ AI ที่มีกลไกตรวจจับความเป็นธรรมและอคติในตัว ฝ่าย HR สามารถลดอคติและสร้างความเท่าเทียมกันสำหรับพนักงานทุกคน

“ถึงแม้ว่า AI จะให้ประโยชน์อย่างมากต่องานด้านทรัพยากรบุคคล แต่ควรนำไปใช้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และความโปร่งใส ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลควรรักษาความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และความเห็นอกเห็นใจในการโต้ตอบกับพนักงาน ส่งเสริมกระบวนการที่ขับเคลื่อน  AI ด้วยการสนับสนุนเมื่อเกิดคามจำเป็น”

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

Negative Self-Talk การพูดกับตัวเองในทางลบ ส่งผลกับตัวเราอย่างไรบ้าง ?

Negative Self-Talk การพูดกับตัวเองในทางลบ ส่งผลกับตัวเราอย่างไรบ้าง ?

Negative Self-Talk การพูดคุยกับตนเองแง่ลบคืออะไร?

          การพูดถึงตัวเองในแง่ลบหมายถึงการมีความคิดที่เป็นลบ การวิจารณ์ตนเอง หรือแม้แต่การกดดันตัวเองในทางลบที่เกี่ยวกับความสามารถของตัวเอง, รูปลักษณ์, ค่าความนิยมของตนเอง, และแม้แต่คุณค่าของตนเองในฐานะบุคคลทั่วไป การพูดถึงตัวเองในแง่ลบสามารถทำให้เราเสียความเชื่อมั่นในตนเอง สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมไปถึงเสียสุขภาพจิตอีกด้วย

          โดยทั่วไปสาเหตุเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิชาการ ด้านอาชีพ มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์ เมื่อการพูดคุยกับตนเองในเชิงลบกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจัดการได้ ผู้คนทั่วไปมักจะสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคง่ายๆ สองสามข้อไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับตนเองในเชิงบวก แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งการขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตก็จำเป็นและเกิดเป็นประโยชน์ได้

ประเภทของการพูดคุยกับตนเองในแง่ลบ

          การพูดกับตัวเองในแง่ลบสามารถมีได้หลายรูปแบบ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เราเจอ เพราะบางครั้งคำพูดที่เราใช้พูดกับตัวเองก็ไม่เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่ เนื่องจากเรานั้นสื่อสารกับตัวเองเกือบตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องติดตามดูว่าเรามีท่าทีอย่างไรกับตนเองเมื่อเราหยุดฟังวิธีที่เราพูดกับตนเอง เราสามารถจับช่วงเวลาที่เรากำลังสื่อสารกับตนเองในทางลบ และเราสามารถปรับเปลี่ยนภาษาของเราให้เป็นเชิงบวกกับตนเองมากขึ้น การพูดคุยกับตนเองในแง่ลบสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งอาจมีลักษณะต่อไปนี้:

    • การวิจารณ์ตนเองแบบทั่วไป: การวิจารณ์ตนเองแบบทั่วไปนั้นคือการใช้คำวิจารณ์หรือการวิเคราะห์ตนเองอย่างละเอียดโดยนึกถึงแต่ข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องที่คิดว่าตนเองมี อย่างเช่น “ฉันไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับคนอื่น” หรือ “ฉันไม่มีคุณค่าเท่าคนอื่น” เนื่องจากการวิจารณ์ตนเองแบบทั่วไปมักเกิดจากการที่เรามองข้ามในคุณค่าและความสำเร็จของเราเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและสัมพันธ์กับตนเองรวมถึงสูญเสียความสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกด้วย
    • การพูดคุยกับตนเองที่สิ้นหวังหรือหดหู่: การพูดคุยกับตนเองที่สิ้นหวังหรือการสร้างความหดหู่ให้กับตนเองหมายถึงการมีบทสนทนาหรือการพูดคุยกับตนเองในลักษณะที่สร้างความเศร้าหรือท้อแท้ต่อสถานการณ์ที่ตนเองพบเจอ และการที่เราพูดถึงแต่ความล้มเหลวหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ให้ความสนใจในความสำเร็จหรือความเจริญก้าวหน้าของตนเอง หรือแม้แต่การที่มักจะใช้คำพูดกับตนเองในเชิงลบตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นคำพูดประเภทที่ “ฉันทำอะไรก็ไม่สำเร็จเลย” หรือ “ฉันเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าในตนเองเลย” ซึ่งยิ่งเราใช้คำพูดแบบนี้กับตนเองเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งส่งผลเสียกับตนเองในเชิงลบอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตเราอีกด้วย
    • การพูดคุยกับตนเองอย่างวิตกกังวล: การพูดคุยกับตนเองอย่างวิตกกังวลหมายถึงการมีการสนทนาหรือพูดคุยกับตนเองที่เน้นความกังวล ความเป็นห่วงหรือความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรือกังวลเกี่ยวกับความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง รวมถึงการคาดเดาเหตุการณ์ที่แย่ คุณอาจพูดถึงสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็กังวลว่ามันจะเป็นอย่างไร เช่น “อาจมีปัญหาใหญ่กำลังรออยู่เบื้องหลัง” หรือ “ฉันกลัวว่าฉันจะล้มเหลวในการทำงาน”

การพูดกับตัวเองในแง่ลบจะส่งผลเสียยังไง?

การพูดกับตัวเองในแง่ลบสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความเชื่อมั่นของคุณได้ในหลายด้าน:

    1. ความเชื่อมั่นที่ลดลง: การพูดกับตัวเองในแง่ลบอาจทำให้ความเชื่อมั่นของคุณลดลงอย่างสิ้นหวัง โดยคุณอาจเริ่มเชื่อว่าคุณไม่มีความสามารถหรือคุณคือคนที่ล้มเหลวตลอดเวลา ทำให้คุณไม่มั่นใจในการท้าทายหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
    2. สุขภาพจิตที่เสียหาย: การพูดถึงตัวเองในแง่ลบอาจทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความเศร้าหรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับวิตกกังวล การมีความคิดเชิงลบต่อตัวเองเป็นระยะยาวอาจทำให้คุณรู้สึกทุกข์ใจหรือไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต
    3. การกดดันตนเองในทางลบ: การพูดกับตัวเองในแง่ลบอาจสร้างความกดดันที่ไม่จำเป็นและเครียดในชีวิตประจำวัน คุณอาจรู้สึกไม่สบายใจหรือตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากความคิดเชิงลบที่คุณสร้างขึ้น
    4. ความสัมพันธ์ที่เสียหาย: การพูดถึงตัวเองในแง่ลบอาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกด้วย เพราะในบางครั้งการที่เราคิดแต่เรื่องลบ ๆ อาจจะส่งผลให้คนรอบข้างไม่อยากที่จะอยู่ร่วมด้วย หรือสานสัมพันธ์ด้วย

วิธีที่จะลด Negative Self-talk ลงได้

การลด Negative Self-talk นั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม ดังนั้นนี่คือวิธีที่คุณสามารถลด Negative Self-talk ลงได้:

    1. ตระหนักถึงพฤติกรรมการพูดเชิงลบ: เริ่มต้นโดยการตระหนักถึงพฤติกรรมของคุณในการพูดเชิงลบกับตนเอง รับรู้และระบุว่าcคุณมักพูดอะไรและในสถานการณ์ใดที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีต่อตนเอง การตระหนักถึงพฤติกรรมการพูดเชิงลบเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงและลดปัญหาการพูดเชิงลบกับตนเองเฝ้าระวังคำพูดที่คุณใช้ต่อตนเอง สังเกตถึงคำพูดที่มีลักษณะเป็นลบ อาจเป็นคำตำหนิ คำวิจารณ์หรือคำที่ก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่น
    2. เปลี่ยนแปลงคำพูด: เมื่อคุณรับรู้ถึงพฤติกรรมการพูดเชิงลบ พยายามเปลี่ยนแปลงคำพูดให้เป็นบวก ตั้งคำถามเชิงบวกเพื่อช่วยให้คุณมองเห็นด้านบวกและคุณค่าของตนเองเริ่มต้นโดยการตระหนักถึงคำพูดเชิงลบที่คุณใช้ต่อตนเอง รับรู้และระบุว่าคำพูดใดที่มีลักษณะเชิงลบและมีผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของคุณเมื่อคุณตระหนักถึงคำพูดเชิงลบ พยายามเปลี่ยนแปลงคำพูดให้เป็นคำพูดเชิงบวก ใช้ประโยคที่สนับสนุนและกระตุ้นให้คุณมีความเชื่อมั่น เช่น “ฉันทำได้” หรือ “ฉันเป็นคนที่มีคุณค่า”
    3. สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนตนเอง: ความสนับสนุนจากบุคคลอื่นสามารถช่วยลดปัญหาการพูดเชิงลบกับตนเองได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณรับรู้ว่าคุณมีคนในชีวิตคุณที่มีนิสัยเชิงลบ พยายามลดการมีส่วนร่วมของพวกเขาในชีวิตของคุณ และพยายามเชื่อมต่อกับสิ่งที่เพิ่มความสุขในชีวิตคุณ เช่น การอ่านหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจ การฟังเพลงที่ชื่นชอบ การฝึกสมาธิ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมที่คุณรักชอบ
    4. ฝึกฝนให้มีสติ: การฝึกฝนตนเองให้มีสติ เป็นกระบวนการที่สามารถช่วยเพิ่มสติต่อความรู้สึกและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อคุณมีความสนใจในปัจจุบัน ลองศึกษาตัวคุณเองอย่างเจาะจง สังเกตความรู้สึกและความคิดที่เกิดขึ้นภายในตนเองโดยไม่ตัดสินใจหรือวิจารณ์พยายามเข้าใจความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองโดยไม่ใส่ความเห็นหรือการตัดสินใจ เป็นการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วยความเป็นเข้าใจ

“การพูดเชิงบวกกับตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความสุขในชีวิต เลือกใช้คำพูดที่สร้างแต่พลังบวกและแรงบันดาลใจ อย่าให้คำพูดติดลบคว่ำใจคุณ”

ามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

Future Skill ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

Future Skill ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

          ชีวิตในยุคเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อทุกด้านของชีวิตเรา ตั้งแต่การเรียนรู้และการทำงาน ไปจนถึงการสื่อสารและการจัดการเงิน ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ยุคของ AI ที่เป็นยุคที่เทคโนโลยี AI ได้รับการพัฒนามากขึ้นและมีผลต่อชีวิตของคนในทุกด้าน จากการทำงานของระบบปฏิบัติการ การสร้างภาพจำลอง การสร้างหุ่นยนต์ การแก้ไขปัญหาด้วย AI และการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยี AI เป็นต้น

AI คืออะไร?

เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) คือ เทคโนโลยีที่อ้างถึงการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือระบบที่สามารถทำงานเหมือนมนุษย์ หรือมีฟังก์ชันการทำงานที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ได้ เทคโนโลยี AI ประกอบด้วยหลายแนวทาง เช่น

  1. การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) – เป็นเทคนิคในการสร้างโมเดลและการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อให้สามารถแยกแยะและวิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น โดย Deep Learning นั้นมีการเรียนรู้โดยอิงจากข้อมูลจำนวนมากและเรียนรู้ด้วยตนเอง Deep Learning เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้และปรับปรุงตนเองได้ตลอดเวลา ดังนั้นสามารถนำไปใช้กับงานที่มีข้อมูลมากๆ เพื่อให้สามารถสร้างโมเดลที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้
  2. การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) – เป็นสาขาของปัญญาประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับภาษามนุษย์ โดยใช้เทคโนโลยีและอัลกอริทึมที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาษาได้ เช่น การแปลภาษา การสร้างโมเดลสำหรับสนทนา การวิเคราะห์เสียงพูด และการสร้างและประมวลผลข้อมูลจากเอกสารภาษาธรรมชาติ เป็นต้น การประมวลผลภาษาธรรมชาติมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ Siri หรือ Alexa ในการควบคุมอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต การใช้งานโปรแกรมแปลภาษาในการติดต่อกับคนอื่นที่พูดภาษาต่างประเทศ และการใช้โปรแกรมสร้างเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น
  3. หุ่นยนต์และอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) – การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์และอุปกรณ์ IoT ทำให้เครื่องมือเหล่านี้สามารถเรียนรู้และปรับตัวเองให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้นตามเวลา และเป็นไปตามศักย์ภาพการใช้งาน อุปกรณ์ IoT สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น อุปกรณ์เชื่อมต่อบ้าน (Smart Home) ที่ช่วยควบคุมและควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้าน เช่น หลอดไฟ แอร์ และหน้าต่าง รวมถึงอุปกรณ์ในรถยนต์ (Smart Car) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical IoT) เช่น อุปกรณ์ตรวจสุขภาพผู้ป่วยแบบพกพา ฯลฯ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสะดวกสบาย และมีความสะดวกในการใช้งาน
  4. การมองเห็นและประมวลผลภาพ (Computer Vision) – เป็นการให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการตรวจจับและวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ เพื่อที่จะแยกแยะและระบุวัตถุ รูปร่าง สีสัน และคุณสมบัติอื่น ๆ ของภาพ ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยการใช้ระบบประมวลผลภาพที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถรู้จำและสกัดลักษณะต่าง ๆ ของภาพ ได้แก่การตรวจจับวัตถุ การค้นหาวัตถุ การจัดหมวดหมู่ภาพ การตรวจสอบความเหมาะสมของภาพ การตรวจสอบสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในภาพ เป็นต้น

          การเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นทักษะที่สำคัญในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในงานและธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างกว้างขวาง ดังนั้น ทักษะเหล่านี้ควรจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถเข้ากับตลาดแรงก้าวหน้าได้ การตระหนักรู้ภัยคุกคามทางดิจิทัลเป็นทักษะที่สำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นการตระหนักรู้ภัยคุกคามทางดิจิทัลนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

Future Skill ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

AI ยังไม่มีทักษะบางอย่างที่มนุษย์มีอยู่ เนื่องจาก AI ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประมวลผลข้อมูลและการทำงานที่ซับซ้อน แต่ยังขาดทักษะหรือความสามารถต่อไปนี้:

  1. ความคิดสร้างสรรค์: AI ยังไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ หรือแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ AI สามารถทำงานเชิงคำนวณและแยกแยะรูปภาพได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถสร้างงานศิลปะหรืองานที่ต้องใช้การสร้างสรรค์และความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะตอนนี้ AI ยังไม่สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่เหมือนมนุษย์ได้ เนื่องจาก AI ยังขาดความสามารถในการสร้างแนวคิดอย่างมีความสร้างสรรค์และหลากหลายเหมือนมนุษย์ได้ ซึ่งความสามารถในการคิดและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ของมนุษย์เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ การเรียนรู้ และการจินตนาการที่มนุษย์มี ซึ่ง AI ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่เพราะความจำเป็นต้องมีความเข้าใจในมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างแนวคิดอย่างมีความสร้างสรรค์
  2. ความรู้สึกและความเห็นอกเห็น:ในปัจจุบัน AI ยังไม่มีความรู้สึกหรือความเห็นอกเห็นเหมือนมนุษย์ได้ เนื่องจาก AI เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประมวลผลข้อมูลตามโปรแกรมและขั้นตอนการทำงานที่ถูกกำหนดไว้ โดยไม่มีความสามารถในการมีความคิดเห็นหรือความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เช่นเดียวกับมนุษย์ อย่างไรก็ตามในอนาคต AI อาจมีความสามารถในการจำลองความรู้สึกหรือความเห็นอกเห็นของมนุษย์ได้ เพื่อช่วยในการประมวลผลและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
  3. ความสามารถทางกายภาพ: AI ยังไม่มีความสามารถทางกายภาพเช่นการเคลื่อนไหว การรับรู้การสัมผัส หรือการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เพราะ AI ถูกออกแบบเพื่อการประมวลผลข้อมูลและการเรียนรู้จากข้อมูลเท่านั้นและเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือ Server ที่รันโปรแกรมเพื่อประมวลผลข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม AI อาจถูกปรับให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ทำงานทางกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ หรือดรอน ซึ่งอาจช่วยในการประมวลผลและการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกัน AI ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการกระทำอะไรทางกายภาพเช่นการเดิน กระโดด หรือการดำเนินชีวิตเหมือนมนุษย์ ซึ่งจะต้องใช้ร่างกายหรือชิ้นส่วนเคลื่อนที่จริง ๆ ด้วย
  4. การมีความรู้สึกและความเข้าใจทางอารมณ์: AI ยังไม่สามารถมีความรู้สึกและความเข้าใจทางอารมณ์ได้เหมือนกับมนุษย์ เนื่องจากมันยังไม่มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้คนในทุกสถานการณ์เพราะในปัจจุบัน AI ยังไม่สามารถมีความรู้สึกและเข้าใจทางอารมณ์ได้ ดังนั้นการแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์จะยังคงเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก AI ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และใช้ข้อมูลที่ได้รับการเข้ารหัสเท่านั้น ไม่มีความสามารถในการรับรู้และตอบสนองต่ออารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยในด้านนี้ที่กำลังพัฒนาขึ้นอยู่และอาจเป็นที่น่าสนใจในอนาคต
  5. การสื่อสารมนุษย์: การเชื่อมโยงและสื่อสารกับคนอื่นเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำได้อย่างที่มนุษย์ทำได้ เนื่องจากมีปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสื่อสารเพราะ AI ไม่มีความสามารถในการรับรู้หรือแสดงอารมณ์เหมือนมนุษย์ได้เพราะไม่มีความรู้สึกและอารมณ์เหมือนมนุษย์ แต่บาง AI ก็สามารถจำลองการประพฤติกรรมของมนุษย์เมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่างได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแสดงอารมณ์เหมือนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

ความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงในยุค AI

การปรับตัวและความยืดหยุ่นกับ AI เป็นทักษะที่สำคัญในสมัยปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นการมีความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นกับ AI จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพดังนั้นการยอมรับความเปลี่ยนแปลงกับ AI เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้คือ:

  1. การเรียนรู้และปรับตัว: เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวตามการใช้งานของ AI โดยต้องเรียนรู้การใช้งานร่วมกับ AI และต้องปรับตัวตามแนวโน้มของการใช้งาน AI ในอนาคต
  2. การสื่อสารและการทำงานร่วมกับ AI: เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการสื่อสารและการทำงานร่วมกับ AI โดยใช้ภาษาที่เข้าใจได้ทั้งคู่ เพื่อทำงานร่วมกันได้ดี
  3. การเข้าใจและปรับตัวตามข้อมูล: เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวตามข้อมูลที่ได้รับจาก AI และต้องปรับตัวตามแนวโน้มของข้อมูลที่ได้รับ
  4. ตระหนักถึงความจำเป็นของ AI: การตระหนักรู้ถึงความจำเป็นของ AI เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ AI มีความสามารถในการช่วยเราทำงานได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจ การแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ในอินเตอร์เน็ต การพัฒนาระบบการตัดสินใจในการลงทุน และอื่นๆ

ข้อดี ข้อเสียของ AI

AI มีข้อดีหลายอย่างดังนี้

  1. ความแม่นยำ: ระบบ AI สามารถจำแนกและตรวจสอบข้อมูลได้มากขึ้นและให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมากกว่ามนุษย์
  2. ความเร็ว: ระบบ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์
  3. การประหยัดเวลาและทรัพยากร: AI สามารถทำงานเป็นอัตโนมัติและประหยัดเวลาและทรัพยากร
  4. การทำงานตลอดเวลา: AI สามารถทำงานตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ต้องหยุดพัก
  5. ความสามารถในการเรียนรู้: ระบบ AI สามารถเรียนรู้และปรับปรุงผลลัพธ์ได้เอง
  6. ลดความเสี่ยง: การใช้ AI สามารถลดความเสี่ยงในการตัดสินใจทางธุรกิจและการบริหารจัดการเพราะสามารถใช้ข้อมูลที่แม่นยำเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ
  7. ประหยัดค่าใช้จ่าย: การใช้ AI สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานและอุปกรณ์ที่ต้องใช้งาน
  8. ความคิดสร้างสรรค์: การใช้ AI สามารถสร้างไอเดียและนวัตกรรมใหม่ๆได้เนื่องจากมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาความสัมพันธ์ของข้อมูลอย่างละเอียด

นอกจากที่ AI จะมีข้อดีมากมายในเรื่องต่างๆ แล้วนั้นก็ย่อมมีเสียในบางเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นหรือพบเจอกันได้ อย่างเช่น

  1. การเสี่ยงความเป็นส่วนตัว: การใช้งาน AI บนข้อมูลส่วนบุคคลสามารถสร้างความเสี่ยงในการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวได้ ซึ่งอาจเกิดเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคล และการใช้งานข้อมูลส่วนตัวอาจเป็นการละเมิดกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัว
  2. การสร้างความไม่เท่าเทียมกัน: AI สามารถสร้างความไม่เท่าเทียมกันได้ เนื่องจากข้อมูลที่ส่งเข้าไปในระบบ AI อาจมีการถูกเลือกและใช้งานในทางที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคคล และอาจเพิ่มความไม่เชื่อถือได้ของการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของบุคคลหรือกลุ่มคนในสังคม
  3. ผลกระทบต่อตำแหน่งงาน: AI อาจเป็นอันตรายต่อตำแหน่งงานบางอย่าง เนื่องจากสามารถทำงานเป็นอัตโนมัติและปรับปรุงประสิทธิภาพงานได้มากขึ้น และสามารถแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้
  4. ความไม่แม่นยำ: อย่างไรก็ตาม ระบบ AI ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำเสมอได้ อาจมีความผิดพลาดในการวิเคราะห์และการตัดสินใจ
  5. การสื่อสารภาษาธรรมชาติ: แม้ว่า AI จะสามารถแปลภาษาได้ แต่ยังไม่สามารถเข้าใจและสื่อสารภาษาธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เช่น การติดต่อสื่อสารในธุรกิจ การแก้ไขปัญหาในการทำงาน และการสื่อสารในการรับบริการลูกค้า

          “…ชีวิตในยุค AI หมายถึงการมีการใช้เทคโนโลยีและความช่วยเหลือจาก AI ในชีวิตประจำวัน โดยที่ AI จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและประสานงานกับมนุษย์ ตั้งแต่การใช้ AI ในการตัดสินใจธุรกิจ การดูแลสุขภาพ การศึกษา การให้บริการทางการเงิน การพัฒนาการเมือง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และอื่นๆ ทั้งนี้ AI จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและการทำงานของมนุษย์ด้วย…”

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

การสร้างเป้าหมายในชีวิตสำคัญอย่างไร ?

การสร้างเป้าหมายในชีวิตสำคัญอย่างไร ?

การสร้างเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในชีวิตหรือเป้าหมายในการทำงาน ย่อมมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้คุณมีทิศทาง มีสมาธิ และมีจุดมุ่งหมาย ในการดำเนินชีวิตแล้ว มาดูกันว่าทำไมการตั้งเป้าหมายจึงมีความสำคัญกับชีวิต และการทำงานของเรา 

1. การตั้งเป้าหมาย: การที่เรากำหนดเป้าหมายนั้นจะช่วยให้เรารู้ถึงสิ่งที่เราต้องการจะเป็นไปหรือทำให้เราสามารถบรรลุและให้เส้นทางที่ชัดเจนกับชีวิต เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่เราประสบความสำเร็จได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของเวลา พลังงานชีวิต และทรัพยากรของเราเพื่อไปสู่สิ่งที่สำคัญที่สุดตามที่วางแผนไว้ 

2. สร้างแรงจูงใจ: จำไว้ว่าทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายและความพ่ายแพ้ในชีวิต แต่วิธีที่เราจะตอบสนองต่ออุปสรรคเหล่านั้นได้คือการที่เรานั้นกำหนดตัวตนของเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะกำลังเผชิญกับงานที่ยากลำบาก หรือแม้แต่อุปสรรคในการใช้ชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องมีแรงจูงใจและจดจ่อกับเป้าหมายของเรา และอีกวิธีหนึ่งที่จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างแรงจูงใจนั้นคือการที่เราแบ่งเป้าหมายออกเป็นลำดับขั้น ที่เรานั้นสามารถจัดการได้มากขึ้น วิธีนี้จะทำให้ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและช่วยให้เรานั้นจดจ่อกับหน้าที่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และนอกจากนี้ การกำหนดไทม์ไลน์ต่าง ๆ และกำหนดเวลาที่เหมือนจริงจะสามารถให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น

3. กล้าตัดสินใจ: เมื่อเรามีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วนั้น ในเรื่องของการกล้าตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น และเราจะสามารถประเมินตัวเลือกต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และพิจารณาจากวิธีที่จะช่วยให้เรานั้นสามารถบรรลุเป้าหมายได้ การตัดสินใจอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากเราอาจรู้สึกว่ามีตัวเลือกมากมายหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงการตัดสินใจอาจทำให้พลาดโอกาสหรือชะงักในชีวิตส่วนตัวและอาชีพของเรา

4. สร้างความมั่นใจ: การสร้างความมั่นใจเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตและความสำเร็จในของชีวิตได้ เพราะการที่เรานั้นมีความเคารพนับถือต่อตนเองมันจะแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถในการควบคุมชีวิตของเราและทำการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้ดียิ่งขึ้นเพียงใด  การสร้างความมั่นใจเป็นอาจจะต้องใช้เวลาและความพยายาม จงฝึกฝนความอดทน และอย่ายอมแพ้หากเราเผชิญกับความพ่ายแพ้ระหว่างทาง ด้วยการฝึกฝนและความทุ่มเท เราสามารถสร้างความมั่นใจและบรรลุเป้าหมายได้

5. วัดความก้าวหน้า: การวัดความก้าวหน้าของเป้าหมายอย่างเป็นขั้นตอน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายของเรา หมั่นวัดความก้าวหน้าของเราเป็นประจำ เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน สิ่งนี้จะช่วยให้เราติดตามและปรับเปลี่ยนแผนได้ตามที่ต้องการ หากเกิดข้อผิดพลาดในการวางแผน ให้เตรียมเราเตรียมปรับแนวทาง และประเมินเป้าหมายรวมถึงแผนการดำเนินการของเราอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ายังคงเป็นไปได้จริงและสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายได้

          ดังนั้น การสร้างเป้าหมายมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการกำหนดทิศทาง แรงจูงใจ และจุดมุ่งหมาย แถมยังช่วยให้เรานั้นจัดลำดับความสำคัญของเวลาและทรัพยากรของเราไปสู่สิ่งที่สำคัญที่สุด และให้เส้นทางที่ชัดเจนในการบรรลุความสำเร็จและความสมหวังในชีวิตและการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ แล้วเราจะสร้างเป้าหมายในการทำงานควรเริ่มอย่างไรดี………มาดูวิธีการสร้างกันเลย

วิธีสร้างเป้าหมายในการทำงาน

การสร้างเป้าหมายในการทำงานสามารถช่วยให้เรามีสมาธิ มีแรงบันดาลใจ และประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่จะช่วยคุณสร้างเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

  1. Review your job Description ตรวจสอบรายละเอียดงานของคุณ: ขั้นตอนแรกในการสร้างเป้าหมายในการทำงานคือการตรวจสอบรายละเอียดงานและทำความเข้าใจกับความรับผิดชอบและความคาดหวังของคุณ วิธีนี้จะช่วยคุณระบุด้านที่คุณสามารถปรับปรุงและกำหนดเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้ว่ารายละเอียดทั้งหมดเป็นอย่างไรในภาพรวม
  2. Identify Areas for Improvement ระบุด้านที่ต้องปรับปรุง: มองหาด้านที่คุณสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน พัฒนาทักษะใหม่ หรือรับภาระหน้าที่มากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพ การเรียนรู้ซอฟต์แวร์ใหม่ หรือรับบทบาทเป็นผู้นำ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องด้านอื่นๆที่จำเป็น หรือเป็นสิ่งใหม่ที่จำเป็นต่องานของคุณ
  3. Make them Specific and Measurable ทำให้เฉพาะเจาะจงและสามารถวัดผลได้: เมื่อกำหนดเป้าหมายการทำงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเจาะจงและวัดผลได้ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะกำหนดเป้าหมายเป็น “ปรับปรุงประสิทธิภาพ” ให้ตั้งเป้าหมายเป็น “ลดเวลาที่ใช้ในการทำงานให้เสร็จลง 20% ภายในไตรมาสถัดไป” เป็นต้นเพื่อสร้างตัวชี้วัดต่อเป้าหมายของคุณได้
  4. Make them Challenging but Achievable ทำให้ท้าทายแต่ทำได้: เป้าหมายในการทำงานควรท้าทายพอที่จะกระตุ้นคุณ ให้รู้สึกตื่นเต้นต่อสิ่งใหม่ที่จะทำ แต่ก็ทำให้สำเร็จได้เช่นกัน ควรตั้งเป้าหมายที่ดึงคุณออกจากเขตสบาย ๆ แต่ก็ยังเป็นจริงได้
  5. Break them Down into Smaller Steps แบ่งย่อยออกเป็นขั้นตอน: แบ่งเป้าหมายการทำงานออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ที่จัดการได้ อาจทำให้หนักใจน้อยลงและบรรลุผลได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้คุณติดตามความคืบหน้าและมีแรงจูงใจอยู่เสมอ มีผลเป็นด้านบวกต่อจิตใจ และสามารถสร้างผลงานได้มากยิ่งขึ้น
  6. Set a Deadline กำหนดเส้นตาย: การกำหนดเส้นตายสามารถช่วยให้คุณมีสมาธิและมีแรงบันดาลใจ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากำหนดเวลาของคุณเป็นจริงและบรรลุผลได้ ว่าควรจะเร่ง หรือลดความเร็วอย่างไรในช่วงขั้นตอนไหนและสามารถบรรลุผลสำเร็จได้จริง
  7. Share your Doals แบ่งปันเป้าหมายของคุณ: แบ่งปันเป้าหมายการทำงานของคุณกับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน หรือที่ปรึกษา สิ่งนี้สามารถช่วยให้คุณมีความรับผิดชอบและรับคำติชมเกี่ยวกับวิธีการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ควรปรับลดส่วนไหนนั่นเอง
  8. Review and Adjust as Needed ทบทวนและปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น: เป้าหมายไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัวลองทบทวนเป้าหมายการทำงานของคุณเป็นประจำและปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น สิ่งนี้จะช่วยให้คุณติดตามและก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายของคุณได้อย่างถูกทาง และถูกต้องด้วย

“…โปรดจำไว้ว่าเป้าหมายในการทำงานควรสอดคล้องกับเป้าหมายโดยรวมขององค์กรและนำไปสู่ความสำเร็จ เมื่อตั้งเป้าหมายการทำงาน อย่าลืมว่าเป้าหมายเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและช่วยให้คุณเติบโตในอาชีพการงานได้ และเป็นตัวช่วยเพิ่มศักยภาพในตัวคุณอีกด้วย…”

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!

รู้จัก วิธีรับมือกับ Toxic People มลภาวะคนเป็นพิษ

Toxic People มลภาวะคนเป็นพิษ

          อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า… คนที่เป็น Toxic People คือบุคคลที่ส่งผลเสียต่ออารมณ์และจิตใจของคนรอบข้าง พวกเขามักมีลักษณะเฉพาะจากพฤติกรรมที่เป็นอันตราย แนวโน้มการบิดเบือน และการมองชีวิตในแง่ลบ คนเป็นพิษสามารถพบได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงในความสัมพันธ์ส่วนตัว ในที่ทำงาน หรือภายในกลุ่มทางสังคม พวกเขาอาจแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายหลายอย่าง เช่น การโกหก การจุดไฟ และการบงการทางอารมณ์ เพื่อควบคุมและชักจูงผู้อื่น ซึ่งลักษณะดังต่อไปนี้คือลักษณะของบุคคลที่เป็น Toxic People ที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน

ลักษณะของคนที่เป็น Toxic People

1. ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น: คนประเภทนี้จะเป็นคนที่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ขาดความสำนึกผิด ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ดูคล้าย ๆ คนที่มีนิสัยแข็งกระด้าง ไร้ความเมตตาปรานี และมักจะเป็นคนที่ไม่รู้สึกยินดีต่อความสำเร็จของผู้อื่นซึ่งอาการที่แสดงออกหลากหลายเหล่านี้อาจเป็นอาการของภาวะสุขภาพจิตบางอย่าง เช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติ อย่าง โรคไซโคพาธ หรือโรคจิตเภท

2. นักวิจารณ์: คนเหล่านี้มักจะจับผิดและวิจารณ์คนอื่น โดยการที่คุณบอกกับเขาว่า คุณเตือนเขาด้วยความหวังดี เท่ากับว่าคุณกำลังลดค่าของเขาด้วยการจี้จุดอ่อนบางอย่างที่เป็นความผิดในตัวเขา โดยใช้ความหวังดีมาเพิ่มค่าให้กับตัวคุณเองซึ่งบุคคลประเภทนี้มักจะไม่แสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ เพราเขาจะตัดสินและวิจารณ์โดยที่ไม่ใส่ใจเรื่องอื่นใด นอกจากอคติของตนเองที่มีอยู่ในตัวและไม่สนใจในความรู้สึกของผู้อื่น

3. จอมควบคุม: การควบคุมผู้อื่นหมายถึงพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งพยายามบงการการกระทำ ความคิด หรือความรู้สึกของคนอื่นให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ สิ่งเหล่านี้สามารถแสดงให้เห็นได้หลายวิธี เช่น พยายามจำกัดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคลอื่น ควบคุมการเงิน หรือเรียกร้องให้ปฏิบัติตนในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง

4. หลงตัวเอง: คนประเภทที่มีนิสัยหลงตัวเองเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่โดดเด่นด้วยความรู้สึกสำคัญในตนเอง ความหมกมุ่นอยู่กับจินตนาการถึงความสำเร็จหรืออำนาจ ต้องการความชื่นชม และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในโรคที่เรียกว่า “โรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง” เป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบพฤติกรรมและทัศนคติที่คนที่เป็นโรคนี้ อาจมีความรู้สึกเกินจริงในความสามารถและความสำเร็จของตนเอง และอาจคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับว่าตนเองนั้นอยู่เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขาอาจมีความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิและจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ได้รับการชื่นชม หรือความสนใจจากผู้อื่นตลอดเวลา เนื่องจากพวกเขามักจะมองว่าผู้อื่นเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของตนเอง

5. นักดราม่า: คนที่สร้างเรื่องดราม่าได้ทุกเรื่อง ซึ่งคนที่เป็นคนประเภทนี้จะชอบเรื่องดราม่าและเรื่องวุ่นวาย รวมทั้งมักที่จะสร้างปัญหาและความขัดแย้งเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น พวกเขาอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมและใช้อารมณ์ตนเองเพื่อควบคุมผู้อื่น ให้ได้เป็นไปตามที่ตนเองพอใจหรอตามความต้องการของตนเอง

6. ขี้นินทา: คนนินทาคือคนที่มักมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข่าวลือ คำบอกเล่า หรือข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับผู้อื่น พฤติกรรมนี้อาจเป็นอันตรายและสร้างความเสียหายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากอาจสร้างความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ และแม้กระทั่งความเสียหายต่อชื่อเสียงของคนอื่น

7. อิจฉาริษยา: คนๆ นี้มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ และอาจกลายเป็นคนขี้อิจฉาหรือริษยาในความสำเร็จของคนอื่น และคนแบบนี้ยังมีความคิดที่ต้องการที่จะแข่งขันกับคนอื่นอยู่ตลอดและพยายามทำลายความสำเร็จของคนอื่น คนประเภทนี้จะมีนิสัยที่ไม่ยินดีในความสำเร็จของคนอื่น และพร้อมที่จะซ้ำเติมเมื่อคนอื่นพลาด

วิธีการจัดการกับคนที่เป็นToxic อาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่มีวิธีรับมือบางอย่างที่สามารถช่วยได้ อย่างเช่น

  1. ถอยห่าและกำหนดขอบเขต: การที่เราอยู่ห่างจากคนที่เป็นพิษเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาพจิตของเรา เพราะกลุ่มคนที่เป็น Toxic อาจจะทำให้เราอารมณ์เสีย ปั่นป่วน และอาจเป็นอันตรายต่อตัวเราเองหรือผู้อื่น รวมถึงสิ่งสำคัญคือเราจะต้องมีการกำหนดขอบเขตกับคนประเภทนี้ ให้พวกเขารู้ว่าเราไม่สบายใจกับพฤติกรรมของพวกเขาและเราต้องการพื้นที่ส่วนตัว
  2. พิจารณายุติความสัมพันธ์: หากคนที่เป็น Toxic ยังคงนำความคิดด้านลบและความเครียดมาสู่ชีวิตของเราแม้ว่าเราจะพยายามรับมือแล้วก็ตาม บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องยุติความสัมพันธ์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราเอง เมื่อเรายุติความสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็น Toxic แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องซื่อสัตย์ต่อพวกเขา เพื่อที่จะให้พวกเขารับรู้ถึงพฤติกรรมของเขาว่ามันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และมันส่งผลเสียต่อชีวิตของคนอื่นที่ได้รับผลกระทบในส่วนนั้นด้วย
  3. สงบสติอารมณ์: เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เป็นพิษ พยายามสงบสติอารมณ์ อย่าปล่อยให้พลังงานด้านลบและพฤติกรรมของพวกเขาส่งผลต่ออารมณ์และอารมณ์ของคุณ ซึ่งในการหายใจลึกๆ ช้าๆ จะช่วยให้เราสงบสติอารมณ์และมีสมาธิมากขึ้น โดยการที่เราพยายามหายใจเข้าลึก ๆ สัก 2-3 ครั้งก่อนที่จะตอบสนองต่อบุคคลที่เป็น Toxic หรือในระหว่างการสนทนาที่ยากลำบาก
  4. ฝึกฝนการดูแลตนเอง: การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ หาเวลาสำหรับกิจกรรมการดูแลตนเอง เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรือใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวที่ให้กำลังใจ พยายามอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เป็นบวก ใช้เวลากับคนที่คิดบวกและให้การสนับสนุนกับตัวเรา ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยยกระดับและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้ และยังช่วยให้เรานั้นมีความคิดที่ดีต่อสุขภาพจิตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแลพร้อมที่จะรับมือกับบุคคลที่เป็น Toxic
  5. อย่ายุ่งกับเรื่องดราม่า: คนที่เป็นพิษมักจะชอบเรื่องดราม่าและความขัดแย้ง การรับมือกับดราม่าของคนเป็นพิษอาจทำให้เหนื่อยและเครียดได้ พยายามหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในเรื่องดราม่านั้นๆ อย่าให้ความพึงพอใจแก่พวกเขาในการมีส่วนร่วมในเรื่องดราม่า หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการที่บิดเบือนในเรื่องต่างๆที่พวกเขาเหล่านั้นได้ก่อขึ้น พยายามหลีกหนีห่างจากคนที่เป็น Toxic เพื่อลดความคิดเชิงลบหรือการกระทำเชิงลบที่เกิดขึ้นในสถาณการณ์นั้นๆ

“…การรับมือกับคนที่เป็นพิษอาจเป็นเรื่องท้าทายและอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์และจิตใจ สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดขอบเขตและดำเนินการเพื่อป้องกันตนเอง เช่น จำกัดหรือตัดการติดต่อกับผู้ที่เป็นพิษ ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนและครอบครัว หรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น คุณสามารถรับมือกับคนที่เป็นพิษและป้องกันตัวเองจากอิทธิพลเชิงลบของพวกเขา…”

สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ของ HR และหลักการ Competency  

ของทางทีม Trust – Vision เพียง  คลิ๊ก!!!